23 ปีน้ำพระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อผู้ป่วย “มะเร็ง” ยากไร้

(แฟ้มภาพ)

23 ปีน้ำพระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อผู้ป่วย “มะเร็ง” ยากไร้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข ที่ทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิและหน่วยงานต่างๆ จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในท้องถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อีกทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ และใส่พระราชหฤทัยติดตามผลการดำเนินงานเพื่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา ดั่งเช่น “มูลนิธิกาญจนบารมี”

ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี ประธานมูลนิธิกาญจนบารมี เล่าว่า ย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว องค์กรนี้มีฐานะเป็น “โครงการกาญจนบารมี” เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2539 ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นับเป็นหนึ่งในองค์กรที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาโรคมะเร็งโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยยากไร้อย่างครบวงจร

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นประธาน ในการจัดสร้างศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในมหามงคลเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปีที่ 50

“ต่อมา ในปี พ.ศ.2540 มีพระราชดำริให้จัดตั้งเป็นมูลนิธิกาญจนบารมีเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้และสนับสนุนส่งเสริมการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง โดยเน้นการรักษาผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ อีกทั้งให้ทุนการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง และสนับสนุนการดำเนินงาน กิจกรรมต่างๆ และการพัฒนาบุคลากรของศูนย์มหาวชิราลงกรณธัญบุรี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งส่วนภูมิภาค”

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิได้จัดทำโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสขึ้นในโอกาสมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เพื่อส่งเสริมการป้องกันมะเร็งเต้านมในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส รวมทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ศาลาธรรมานุภาพ ร.พ. มหาวชิราลงกรณ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่สถานพยาบาลที่ทำการรักษาไม่เพียงพอ ต้องรอรับการรักษานานทำให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์จากโรคร้าย พระองค์จึงพระราชดำริให้จัดสร้างศูนย์วินิจฉัยบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งขึ้นที่ ตำบลบึงสนั่น อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี”

“ในการนี้ พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินทุนในการจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของศูนย์วินิจฉัยบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็ง และได้ขอพระราชทานชื่อว่า ‘ศูนย์มหาวชิราลงกรณธัญบุรี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ’ ต่อมาได้ยกสถานะขึ้นเป็นโรงพยาบาลจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี จนปัจจุบัน”

“ต่อมา ทางมูลนิธิกาญจนบารมีและกระทรวงสาธารณสุขจึงร่วมกันจัดทำโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) เคลื่อนที่ เดินทางไปให้บริการวันละ 1 อำเภอ ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมให้กับสตรีกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลจากสถานพยาบาล และมีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น”

ดร.นพ.สมยศเล่าถึงขั้นตอนการออกหน่วยไปช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศว่า ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งจะประกอบด้วย รถ 4 คัน คือรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ (Mobile Advertising Unit) รถสาธิตและตรวจมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Check Up Unit) รถนิทรรศการและให้ความรู้โรคมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Learning Exhibition Unit) และรถตรวจเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่แบบประสิทธิภาพสูง (Mammogram) สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เมื่อวินิจฉัยพบเร็วก็มีโอกาสรักษาหายเป็นปกติ และลดอัตราการเสียชีวิตได้กว่าร้อยละ 80

“ทุกครั้งก่อนลงพื้นที่ เราจะร่วมมือกับทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดต่างๆ ให้คัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น มีก้อนที่เต้านม มีเลือดหรือน้ำเหลืองออกทางหัวนม เคยเป็นมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งมาก่อน มีญาติสายตรง เช่น แม่ พี่สาว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านม เมื่อชุดเคลื่อนที่เดินทางไปถึงสตรีกลุ่มเสี่ยงก็จะได้รับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และสอนวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ก่อนเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากพบความผิดปกติก็จะได้รับการเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม แล้วส่งต่อไปรับการรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิขั้นพื้นฐาน”

“ปีนี้เข้าสู่รอบปีที่ 6 ของการออกหน่วยแล้วครับ จากการออกหน่วยครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน มีการคัดกรองมะเร็งเคลื่อนที่รวมทั้งสิ้น 794 ครั้ง ในพื้นที่ 654 อำเภอ (ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2562) มีการตรวจคัดกรองมะเร็งให้กับผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงไปแล้วกว่า 277,900 คน และเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องเครื่องแมมโมแกรม 16,557 ราย ส่งคนไข้ที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมไปตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดเพิ่มเติม 1,834 ราย

“ปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้ ทางมูลนิธิเตรียมเปิดตัวโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต่อยอดเพิ่มรถเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่อีก 2 คัน คาดจะรองรับการตรวจคัดกรองผู้ป่วยด้วยเครื่องแมมโมแกรมเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 120 คน จากปัจจุบันที่สามารถคัดกรองได้เพียงวันละ 30-40 คน เพื่อให้บริการประชาชนได้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างแท้จริง”

“ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน พวกเราก็ไม่เคยย่อท้อ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองพระราชปณิธานพระองค์ โครงการนี้เป็นโครงการที่ทรงคุณค่า สามารถช่วยเหลือคนไข้ในถิ่นทุรกันดารให้มีโอกาสเข้ารับการตรวจคัดกรองและรักษามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก ทุกคนต่างซาบซึ้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้” ดร.นพ.สมยศกล่าว

ด้าน นพ.ปรีดา วรหาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย กล่าวว่า จังหวัดเลยมีสถิติพบสตรีที่ป่วยด้วยมะเร็งเต้านมปีละไม่ต่ำกว่า 100 ราย และ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยเหล่านี้มักมาโรงพยาบาลในช่วงที่ป่วยระยะสุดท้าย คือระยะที่ 3-4 ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูง

“ก่อนที่ทางมูลนิธิจะเข้ามาทำโครงการดังกล่าว ผู้ป่วยที่ต้องการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมจำเป็นต้องเดินทางไปตรวจที่จังหวัดขอนแก่นหรืออุดรธานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียเวลา ประกอบกับประชาชนกว่าครึ่งของจังหวัดเลยมักอาศัยอยู่ตามพื้นที่ราบสูง ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร เดินทางเข้าถึงยาก โครงการนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้สามารถคัดกรองผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแรกได้ และนำสู่กระบวนการรักษาได้ทัน” นพ.ปรีดากล่าว

บทความก่อนหน้านี้การท่องเที่ยวฯศรีสะเกษ จัดโครงการอีสานเขียวเที่ยวหน้าฝนนำนักท่องเที่ยวชมชิมทุเรียนภูเขาไฟ
บทความถัดไป‘เพื่อไทย’ ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว