หุ้นดิ่งหนัก ปิดลบ 30.04 จุด หลังเจอพิษปัจจัยต่างประเทศถาโถมใส่

วันที่ 13 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 1,650.64 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,636.33 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,620.23 จุด ปรับลดลง 30.04 จุด หรือ 1.84% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,644.15 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,619.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 64,186.02 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 838.83 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 84.21 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 3,395.21 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 4,149.82 ล้านบาท

โดยนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ปรับฐานลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยสาเหตุหลักที่กระทบทำให้ตลาดย่อตัวลงมาจากประเด็นเรื่องเดิมๆ คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน (เทรดวอร์) ที่สหรัฐฯจะมีการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบที่ 4 ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนในปัจจัยดังกล่าวก่อน รวมถึงสงครามการค้าในขณะนี้ได้ลุกลามไปถึงการก่อสงครามเทคโนโลยีแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯได้มีการออกมาแบนหัวเว่ยในภาคเอกชน หลังจากที่มีการแบนไม่ให้ภาครัฐใช้งานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าปัจจัยเหล่านี้จะกดดันตลาดหุ้นทั้งโลกอย่างแน่นอน

นายภราดร กล่าวว่า รวมถึงการที่ฮ่องกงมีเหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือน จึงสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนมากขึ้น เพราะฮ่องกงถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่มากเป็นอันดับ 5 ของโลก และในตลาดหุ้นฮ่องกงก็ประกอบด้วยกลุ่มการเงินกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้ความแน่นอนของฮ่องกง ทำให้กระทบกับภาคการเงินในภูมิภาคเดียวกัน โดยจะเห็นได้ว่ามีการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็มีฟันด์โฟลว์ไหลออกแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้าน ถือว่าเป็นระดับการขายสุทธิที่มากสุดในปีนี้ โดยความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยก่อน อาทิ พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ ซึ่งขณะนี้ทองคำทำจุดสูงสุดในรอบ 6 ปีด้วย

“กลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ ให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงค์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่คาดว่าภาครัฐจะมีออกมาในเร็วๆ นี้ โดยแนะนำเป็น บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS แต่มาตรการที่คาดหวังว่าภาครัฐจะมีออกมา คงไม่สามารถเป็นแรงผลักดันตลาดหุ้นไทยได้มากนัก เพราะมาตรการภาครัฐจะกระตุ้นให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก อาทิ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การประกันรายได้ในภาคสินค้าเกษตร และการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว อีกกลุ่มเป็นหุ้นที่มีการปันผลสูง คาดว่าน่าจะได้ประโยชน์ เพราะมีเงินปันผลรองรับไว้อยู่แล้ว และดูจากที่ผ่านมาพบว่าจะมีการปันผลในเดือนสิงหาคมนี้ โดยแนะนำเป็น บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS เพราะมีแนวโน้มในการลงทุนที่ดี และมียอดรายได้รอการรับรู้ที่ยาวต่อเนื่องอีก 3 ปี”นายภราดรกล่าว

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon