“เฟทโก้” เชื่อ “ชิมช้อปใช้” มาถูกทาง แนะปลุกศก.ปลายปีให้คึกคัก

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า มองเป้าดัชนีหุ้นไทยในปี 2562 อยู่ที่ระดับ 1,700 จุด โดยเศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะออกมามากหรือน้อยเท่าใด โดยส่วนตัวมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมา อาทิ ชิมช้อปใช้ในช่วงปลายปีที่ออกมานั้น มาถูกทางแล้ว เพราะต้องปลุกเศรษฐกิจปลายปีให้คึกคัก ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระดับภูมิภาค แต่หากจะคาดหวังดึงให้นักลงทุน มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายในสิ้นปี 2562 คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

“การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐ เกิดจากความกังวลต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ค่อนข้างชะลอตัว รวมถึงความกังวลต่อการเปิดสงครามการค้าครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและยุโรป หลังองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ได้ลงมติเห็นชอบต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐ ในการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรปวงเงิน 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และสหรัฐได้ประกาศในการเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ จึงเป็นแรงกดดันต่อการลงทุนตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ให้ปรับตัวลดลง และส่งผลมายังตลาดหุ้นไทย โดยมองว่าระดับความรุนแรงไม่มาก และไม่ส่งผลกระทบกับไทยระยะยาว”นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐ ยังกดดันต่อการลงทุนตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียในช่วงเช้า ให้ปรับตัวลดลงด้วย และน่าจะส่งผลมายังตลาดหุ้นไทยด้วย รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง น่าจะยังกดดันต่อการลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ขณะที่ตลาดยังจับตาช่วงใกล้ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ซึ่งจะเริ่มจากกลุ่มสถาบันการเงิน แต่ภาพรวมยังมีทิศทางที่ไม่สดใส รวมถึงนักลงทุนต่างชาติและกองทุนในประเทศยังขายสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทย น่าจะถ่วงภาพรวมการลงทุน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมา ก็ไม่ได้ส่งผลบวกต่อตลาดมากนัก

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนตุลาคม 2562 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว เป็นเดือนที่ 2 เพิ่มขึ้น 8.64 % มาอยู่ที่ระดับ 111.62 ผลสำรวจพบว่า นักลงทุนคาดหวังนโยบายภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และการไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมา คือ ภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาค และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยนักลงทุนสนใจลงทุนหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการมากที่สุด ขณะที่เห็นว่าหมวดธุรกิจเหล็ก หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์  ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุดคือ ความเชื่อมั่นปัจจัยในประเทศ จากความคาดหวังนโยบายภาครัฐ ที่ทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และการไหลเข้าออกของเงินทุน โดยนักลงทุนยังกังวล ว่าสงครามการค้าสหรัฐและจีนจะยืดเยื้อ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาค

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon