รื่นร่มรมเยศ : จริงหรือไม่ เวลาใกล้ตายจะมีคนมารับ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เคยบวชพระเล่าเรียนบาลีได้หลายประโยค สึกออกไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย กลับมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ไม่นานหลังจากแต่งงาน ได้ลูกชายหนึ่งคนก็
เสียชีวิต

ผมทราบข่าวทีหลังว่าเพื่อนตายเพราะโรคพิษสุนัขบ้า

นึกในใจว่าเรื่องอย่างนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสมัยนี้ใครที่ถูกสุนัขบ้ากัด หมอก็ฉีดยาชุดใหญ่ (กี่ชุดไม่ทราบ) ก็ป้องกันได้ แต่ที่เกิดกับเพื่อนคนนี้ก็เพราะเพื่อนเคยถูกสุนัขบ้ากัดนานแล้ว และก็ไม่ได้ไปหาหมอ ที่ไม่ไปก็เพราะเชื่อ
เจ้าของหมา

เจ้าของหมาบอกว่าไม่เป็นไรดอก หมาของเขาไม่เป็นบ้า เพื่อนก็เลยไม่ได้ไปฉีดยา และก็ไม่ได้ติดตามดูว่าหมาตัวนั้นเป็นอย่างไร หลังจากกัดเขาแล้ว เพราะอยู่คนละที่กัน

หลังจากนั้นมาหลายปี อาการพิษสุนัขบ้าก็กำเริบ

แต่เพื่อนผมคนนี้เป็นคนเก่งมาก แกรู้ว่าพิษสุนัขบ้ากำลังกำเริบสั่งให้ลูกเมียและเพื่อนฝูงมัดแกไว้แล้วอย่าเข้าใกล้แก แกมีอาการกระวนกระวายนิดหน่อย ไม่ถึงกับดิ้นพราดๆ น้ำลายฟูมปากเหมือนคนที่เป็นโรคนี้ ทั้งนี้เพราะแกมีสติดีมาก ภาวนาพุทโธๆ ตลอด

เพื่อนรักมากของแกคนหนึ่งเฝ้าอยู่ตลอด แกบอกเพื่อนว่า

“เรายังจะไม่ตายจนกว่าแม่จะมา”

แม่แกอยู่ต่างจังหวัดส่งข่าวไปบอก แม่ก็ไม่มาสักที อาการก็กำเริบมากขึ้น พอรู้สึกตัวเมื่อใดก็ถามว่า “แม่มาหรือยังๆ”

เพื่อนเล่าว่ามีคนสี่คนมาจะเชิญไป แกบอกคนสี่คนนั้นว่ารอก่อน รอให้แม่มาก่อน เพื่อนฝูงที่เฝ้าดูอยู่ถามว่า

“คนสี่คนที่ไหน”

“นั่นไงยืนอยู่นั่น” พลางชี้ไปนอกห้อง เหลียวมองตามที่ชี้ก็ไม่เห็นมีใคร ทุกคนก็ต่างคิดว่าแกเพ้อ

พอแกรู้สึกตัวหลังจากดิ้นทุรนทุราย (ตอนใกล้ตายคงควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงออกอาการอย่างคนทั่วไปที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้า) ได้ยินใครตะโกนร้องว่า แม่มาแล้วๆ เท่านั้น แกก็หันมามองแม่แล้วก็ล้มพลันสิ้นใจทันที

เพื่อนคนที่สนิทสนมกับเขาคนนี้เล่าให้ผมฟังว่า คงเป็นกรรมเก่าของแก เพราะสมัยยังเด็กอยู่บ้านนอกภาคอีสาน ขณะที่แกวางไก่ย่างชิ้นหนึ่งไว้ตั้งใจจะกินอยู่พอดี แต่มีความจำเป็นต้องไปฉี่ เพียงครู่เดียวแท้ๆ หมาตัวหนึ่งมาคาบเอาไปกินเสียฉิบ แกโมโหจัดเอาเชือกผูกคอหมาเคราะห์ร้ายตัวนั้นแล้วชักรอกขึ้นบนต้นไม้สูงๆ ปล่อยให้มันดิ้นทรมานจนกระทั่งขาดใจตายกลางอากาศ

“เพราะอย่างนี้ ไอ้แดง (ชื่อเล่นเพื่อนคนนี้) มันจึงถูกหมาบ้ากัดตาย”

จริงหรือไม่จริงอย่างไร สุดจะพูดได้

แต่เรื่องคนสี่คนที่มารอรับไปปรโลกนี่สิ เป็นความจริงเพียงใด

ผมเคยได้ยินเสมอว่า คนเราเมื่อใกล้ตายจะมีคนมารอรับ ถ้าจะไปเกิดในภพที่ดีก็จะมีเทวดามารอรับ

ดังเรื่องจิตตคหบดี ผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น “ธรรมกถึก” (ผู้แสดงธรรม) ชั้นยอดในเพศฆราวาส

จิตตคหบดีป่วยหนัก ท่ามกลางบุตรภรรยาคอยเฝ้าใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วง อยู่ๆ ท่านก็ร้องขึ้นว่า

“แม้ราชสมบัติก็ไม่จีรัง ข้าไม่ต้องการ”

พวกลูกๆ ก็ร้องห่มร้องไห้ว่า พ่อเราเป็นผู้มีศีลมีธรรม ทำไมเวลาจะตายจึงเพ้อไม่ได้สติ

พอคหบดีฟื้นคืนสติเต็มที่แล้วจึงบอกลูกๆ ว่า

“พ่อมิได้เพ้อ พวกเทวดาเอารถมารอรับพ่อจริงๆ พวกเขาบอกว่าก่อนตายให้ตั้งความปรารถนาอยากเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้วชาติต่อไปจะไปเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจริงๆ ตอนนี้ขอรับไปเกิดบนสรวงสวรรค์ก่อน”

พ่อจึงบอกพวกเขาว่า “แม้ราชสมบัติพ่อก็ไม่ต้องการ พ่อต้องการความดับทุกข์ที่แท้จริงมากกว่า”

จากเรื่องนี้แสดงว่ามีเทวดามารอรับก่อนที่จะสิ้นใจ ถ้าเราทำดีมากๆ อันจะเป็นเหตุให้เกิดในเทวโลก แต่ถ้าต้องไปที่อื่นนอกจากสรวงสวรรค์ ก็คงจะต้องมีอีกพวกหนึ่งมารับตัวไปเช่นบุรุษสี่คนดังที่ “แดง” เพื่อนเราบอกว่า พวกเขากำลังมารอรับอยู่

คนสี่คนนี่น่าจะเป็นคนของท้าวโลกบาลทั้งสี่ ซึ่งเป็นบริวารของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะในคัมภีร์พระพุทธศาสนามีพูดถึงว่าท้าวโลกบาลทั้งสี่จะส่งบริวารขึ้นนมาตรวจดูโลกมนุษย์ในวันพระแปดค่ำ ว่ามีใครทำดีทำชั่วบ้าง แล้วให้จดชื่อผู้ทำดีลงในแผ่นทอง ชื่อของคนทำชั่วลงในหนังหมา (ในพระไตรปิฎก ตำราชั้นต้นจริงๆ มิได้พูดถึงจารึกชื่อ แต่ในหนังสือรุ่นหลังมีพูดถึงจารึกชื่อคนทำดีลงในแผ่นทอง แต่ไม่มีพูดถึงจารึกชื่อคนทำชั่วลงในหนังหมา ในไตรภูมิพระร่วงเท่านั้นที่เติมจารึกหนังหมาเข้ามาด้วย)

พอถึงวันพระสิบสี่ค่ำ ท้าวโลกบาลทั้งสี่ก็ส่งบุตรของตนมาดูพอวันพระสิบห้าค่ำ ท้าวโลกบาลทั้งสี่จึงจะขึ้นมาดูเอง

เพราะความเชื่อเช่นนี้ โบราณไทยจึงห้ามลูกหลานทำอะไรไม่ดีไม่งามในวันโกนวันพระ จนถึงกับมีคำพูดว่า “วันโกนให้ละ วันพระให้เว้น”

ถึงเวลาคนตายจริงๆ เชื่อว่าท้าวโลกบาลทั้งสี่คนส่งคนมารับไปชำระคดีความแน่ๆ จำนวนสี่คนก็สอดรับกับจำนวนท้าวโลกบาลเสียด้วย

ที่กล่าวมานี้เป็นข้อสันนิษฐานหรือ “เดา” เอาของผมเอง เพราะไม่มีตำราที่ไหนพูดไว้จริงๆ ว่าคนทั้งสี่นี้เป็นคนของใคร

พอดีนึกขึ้นมาได้ถึงพุทธวจนะกล่าวสอนนาย “โคฆาต” (คนฆ่าโค) ซึ่งกำลังป่วยหนัก ตลอดชีวิตไม่ได้ทำบุญเลย พอใกล้
ตาย ลูกหลานไปกราบทูลนิมนต์พระพุทธองค์มาเทศน์โปรด พระองค์ตรัสว่า

“บัดนี้ ท่านใกล้ถึงอายุขัยแล้ว บุรุษของพญายมได้มายืนรอแล้ว ท่านใกล้จะจากไปสู่ปรโลกแล้ว เสบียงเดินทางท่านไม่มีเลย” (คือไม่มีบุญ ไม่ได้ทำบุญไว้เลย)

ตามนี้แสดงว่าผู้ที่จะมารอรับตอนตายก็คือคนของพญายมจะสี่คนหรือไม่ ในที่นี้ไม่ได้บอกไว้

บทความก่อนหน้านี้การ์ตุนรุทธ์ ประจำวันที่ 20 ต.ค. 62
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่ 12 : กวาดบ้านตัวเอง