หุ้นไทยปิดลบ 11.37 จุด กลุ่มแบงก์กดดันหนัก นำตลาดร่วงแรง โบรกชี้พรุ่งนี้ตลาดจับตาศาลตัดสินคดีอนค.

วันที่ 20 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,600.48 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,591.63 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,589.11 ปรับลดลง 11.37 จุด หรือ0.71% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,598.70 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,586.73 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่57,944.71 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 4,895.08 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 525.02 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 222.37 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ5,642.47 ล้านบาท

โดยนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลง โดยสาเหตุหลักมาจากการรายงานผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี) ที่ผลประกอบการรายงานออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้สูงมาก โดยหากเข้าไปดูในรายละเอียดข้างใน จะเห็นว่าตัวเลขของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง รายได้ที่มาจากดอกเบี้ยก็ไม่ได้ดีมากนัก ทำให้แทบทุกมุมของเอสซีบีกดดันให้ผลประกอบการออกมาไม่ได้ดีเท่าที่ควรโดยจะเห็นได้ว่ามีนักวิเคราะห์ทยอยออกมาปรับลดกำไรและเป้าหมายรายได้ค่อนข้างมาก ทำให้เอสซีบีเป็นตัวหลักที่กดดันตลาดหุ้นไทยสูงมาก โดยจะเห็นว่าภาพรวมในลักษณะนี้จะสัท้อนถึงหนี้เสียของกลุ่มแบงก์ ที่น่าจะไม่สดใสเท่าที่ควร สอดคล้องกับธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ที่รายงานผลประกอบการออกมาค่อนข้างเหนื่อยเช่นกันิทำให้หุ้นกลุ่มแบงก์นำตลาดลงไปค่อนข้างมาก โดยดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลงกว่า 11 จุด เป็งแรงกดดันจากกลุ่มแบงก์อย่างเดียวให้ลงไปมากถึง 8 จุดด้วยกัน

การลงทุนในช่วงนี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูงที่สุด รวมถึงการจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวใด ให้ศึกษาและประเมินกำไรสุทธิของหุ้นตัวนั้นๆ ให้ชัดเจน ว่าหากถือครองและมีไว้ในพอร์ตจะสามารถสร้างกำไรต่อไปได้หรือไม่ โดยยังต้องจับตาต่อว่า แบงก์ใหญ่จะประกาศผลประกอบการออกมาอย่างไร อาทิ ธนาคารกสิกรไทย (เคแบงก์) ที่รายละเอียดของสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) และมีความคล้ายกับทีเอ็มบี ซึ่งตัวทีเอ็มบีภาพออกมาก็ไม่ได้ดีมากนัก จึงเชื่อว่าหนี้เสียของกลุ่มแบงก์จะปรับขึ้นเหมือนกันทั้งหมด โดยเฉพาะแบงก์ใหญ่ ทำให้โมเมนตัมของตลาดไม่ได้ดีมากนัก หากประเมินหุ้นแบงก์รายตัว พบว่า เอสซีพีติดลบ 12% เคแบงก์ ยังไม่ประกาศผลประกอบการ แต่หุ้นปรับลดลงก่อนแล้ว 4.6% ธนาคารกรุงเทพ (บีบีแอล) ลบ 2.6% ทีเอ็มบี ลบ 3.2%”นายวิจิตรกล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า สำหรับภาพรวมหุ้นกลุ่มแบงก์ ที่สัญญาณของหนี้เสียที่ขยับขึ้นในทิศทางเดียวกันของหลายแบงก์และตัวสินเชื่อที่อาจวิ่งไปสู่หนี้เสียได้นั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจัยบวกมีอยู่ 2 ข้อหลักคือ 1.ราคาหุ้นตอบรับในเชิงลบมาค่อนข้างมาก ทำให้มีการซื้อเล่นหุ้นแบงก์ในราคาหรือมูลค่า ที่ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามพื้นฐานที่มี  2.หากผ่านเรื่องผลประกอบการต่างๆ แล้ว อาจยังสามารถเล่นไว้เพื่อเก็งกำไรในเรื่องปันผลได้ เพราะหุ้นแบงก์ทั้งใหญ่และเล็ก มีค่าเฉลี่ยปันผลในโซนที่ค่อนข้างสูง แต่ยังต้องระวังในเรื่องของสัญญาณเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นเท่าที่ควร ซึ่งแบงก็ก์เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรรษฐกิจของประเทศมากที่สุด ทำให้การปล่อยสินเชื่อในปริมาณมากๆ คงทำไม่ได้ เพราะหนี้เสียและหนี้ครัวเรือนยังมีอยู่ ทำให้ปี 2563 หุ้นแบงก์น่าจะไปได้ไม่ง่าย เพราะรายได้ที่ควรมาจากดอกเบี้ยก็ไม่ได้มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากถูกดิสรัปชั่นในเรื่องค่าธรรมเนียมฟรีต่างๆ จึงต้องยอมรับว่าสัญญาณแนวโน้มในระยะกลางของแบงก์ยังไม่สดใสมากนัก

นายวิจิตรกล่าวว่า แนวโน้มกลุ่มที่น่าลงทุน จะเห็นว่าตรีมหลักในขณะนี้คือ อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งหากเศรษฐกิจยังไม่เติบโต เงินเฟ้อยังไม่กลับมา ครึ่งแรกของปี 2563 ก็ยังเป็นทรงของดอกเบี้ยต่ำอยู่ ทำให้หุ้นที่ได้อานิสงค์จากดอกเบี้ยต่ำมีความน่าสนใจมากสุด อาทิ กลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีความปลอดภัยและได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ และหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ตัวใหญ่ๆ กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมถึงกลุ่มอาหาร ที่ได้อานิสงค์จากราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นด้วย

นายวิจิตรกล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวไซด์เวย์ออกด้านข้าง โดยต้องติดตามความชัดเจนของการพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการยุบพรรคอนาคตใหม่ว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งหากมีการยุบพรรคจริงๆ ก็อาจทำให้ตลาดกังวลว่า สัญญาณในช่วงถัดไปประเด็นการเมืองจะกลับมาก่อนแรงอีกครั้งหรือไม่รวมถึงหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ยังเหลือธนาคารพาณิชย์ตัวใหญ่ๆ บางตัวยังไม่ได้รายงานผลประกอบการออกมา ซึ่งภาพรวมน่าจะคล้ายกับตัวที่รายงานออกมาแล้ว ภาพตลาดและดัชนีหุ้นไทยจึงน่าจะแกว่งตัวผันผวนลดลงได้ โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,580-1,597 จุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คลังจ่อฟัน 1 พันร้านค้าทุจริตชิมช้อปใช้ ศึกษาเฟส 4 กระตุ้น 12.8 ล้านคนใช้กระเป๋า2
บทความถัดไปอธิบดี ‘สันติ’ ร่วมมอบรางวัลแชมป์ฟุตบอล ‘คิงเพาเวอร์ คัพ’ ให้โรงเรียนกีฬา จ.สุพรรณบุรี