‘ชาญกฤช’ โต้กลับเพื่อไทยรัฐบาลในอดีตสร้างหนี้ ต้นเหตุคนไทย ‘ง่อยเปลี้ย-จนเพิ่ม’ นำไปสู่วงจรอุบาทว์

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) กล่าวถึงกรณีธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดที่ระบุว่า ความยากจนและแนวโน้มความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยระหว่างปี 2558-2561 มีอัตราความยากจนของประเทศเพิ่มขึ้น เป็นมากกว่า 6,700,000 คน และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ รายได้ครัวเรือนลดลง และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย มาวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าวเป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาว่า จริงอยู่ในช่วงปี 2558 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยากขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลในขณะนั้น เพิ่งเริ่มเข้ามาแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าหลายประการ โดยเฉพาะวิกฤตความแตกแยกทางการเมือง ปัญหาอภิมหาคอร์รัปชั่นครั้งประวัติศาสตร์ และปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่เกิดวิกฤตความแตกแยกทางการเมืองจีดีพีของประเทศไทยเติบโตเพียง 1% เท่านั้น

นายชาญกฤชกล่าวว่า สำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจที่สั่งสมและพอกพูนเรื่อยมาจากรัฐบาลชุดก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น นักวิชาการจากหลายสำนักและพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คงยังจำกันได้ ถึงบรรยากาศที่อบอวลของการกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ และพฤติกรรมบริโภคนิยมของรัฐบาลในอดีต ผ่านโครงการเงินกู้ประเภทต่างๆ รวมถึงโครงการประชานิยม รถยนต์คันแรก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวบรวมข้อมูลหนี้ภาคครัวเรือนขยายตัวขึ้นเร็วมากในปี 2553–2556 เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท คนไทยอยู่ในภาวะง่อยเปลี้ย กำลังซื้อมหาศาลที่หายไปจากการเป็นหนี้ นำไปสู่วงจรอุบาทว์ เป็นปัญหาต่อครอบครัว และฉุดรั้งเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลผ่านทางกระทรวงการคลัง เล็งเห็นถึงความท้าทายและต้องการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ในปี 2564 จึงเป็นที่มาของการยกระดับประเทศไทยและอุตสาหกรรมการผลิตไทยสู่ยุค 4.0 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศไทยและภาคเอกชนสามารถแข่งขันได้ทั้งในเวทีระดับภูมิภาคและในเวทีโลก” นายชาญกฤชกล่าว

นายชาญกฤชกล่าวต่อว่า สำหรับเอสเอ็มอีมียอดขายสินค้าที่คิดเป็นมูลค่าราว 40% ของจีดีพี มีการจ้างงานถึง 14 ล้านคน คิดเป็น 80-85% ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมด พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ยกระดับการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาตินายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายเวลาค้ำประกันเเละปรับเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่เอสเอ็มอี เพื่อให้ทำธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงสั่งการให้ บสย. ประสานความร่วมมือไปยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อเตรียมวงเงินสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการเสริมสภาพคล่อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
นายชาญกฤชกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการประชารัฐสร้างไทยออกมารองรับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แต่ละชุมชนทั่วทั้งประเทศ โดยรัฐบาลนำร่องพัฒนาความรู้และทักษะเชิงนวัตกรรมในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้เข้าถึงเทคโนโลยีการเพาะปลูก-เก็บเกี่ยวเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ยกระดับสู่เกษตรแปรรูป ส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รวมถึงการสร้างช่องทางการกระจายสินค้า ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างตรงจุดและอย่างยั่งยืน

“รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเร่งสะสางปัญหาของประเทศที่ถูกสั่งสมมานาน อีกทั้งไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งประทุขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้ง พ.ร.บ.งบประมาณที่ล่าช้า และล่าสุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดมาตรการต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่มรายได้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกชุดมาตรการใหม่เป็นระยะพยุงเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดวิกฤต และในเวลาเดียวกันจะมุ่งพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและการสร้างความเข้มแข็งผ่านชุมชนทั่วทั้งประเทศ” นายชาญกฤชกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ยอดติดเชื้อ ‘โควิด-19’ ทั่วโลกทะลุแสน อิตาลีตายใกล้ 200
บทความถัดไปแฟชั่น สวยท้าลมหนาวจาก ดิออร์