จาตุรนต์ แนะรัฐบาล ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว ‘ล็อคดาวน์’ ทั่วประเทศ สกัด โควิด-19

นายจาตุรนต์ ฉายแสง
นายจาตุรนต์ ฉายแสง

 

จาตุรนต์ แนะรัฐบาล ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว ‘ล็อคดาวน์’ ทั่วประเทศ สกัด โควิด-19

เมื่อวันที่ 24มีนาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อเสนอที่มีต่อรัฐบาล ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ว่า ล็อคดาวน์ทั่วประเทศ

“รัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว และจะทำแบบครึ่งๆกลางๆหรือกลัวๆกล้าๆไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าปล่อยไว้ต่อไป สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกมาก”

ผมเสนอความเห็นให้ “ปิดประเทศ” พร้อมทั้งเสนอนโยบายมาตรการต่างๆไปแล้ว ขณะนี้สถานการณ์ที่มาถึงจุดที่ต้องเสนอให้ใช้มาตรการเข้มข้นสูงสุดแล้วครับ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19แย่ลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเพิ่มอย่างช้าๆอยู่เป็นเดือน เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปจากการแพร่ระบาดที่มาจากต่างประเทศเป็นหลัก มาสู่การแพร่ระบาดภายในประเทศเองอย่างกว้างขวาง และยังคงมีการนำเข้าผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องด้วย จำนวนผู้ติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา มีคุณหมอหลายท่านได้วิเคราะห์และคาดการณ์ไว้ ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในไทยจะสูงมาก ล่าสุด จากการคาดการณ์ด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์ ผสมกับการเปรียบสภาพการณ์ในประเทศไทยกับประเทศอื่น คุณหมอบางท่านรวมทั้งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้คาดการณ์ว่าในวันที่ 15 เมษายนนี้ คาดว่า คนไทยเป็นโควิด 351,948 ราย นอนโรงพยาบาล 52,792 ราย นอนไอซียู 17,597 ราย และเสียชีวิต 7,039 คน

ความจริงตัวเลขนี้ คณะแพทย์ก็ได้รายงานให้นายกฯ ทราบตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว เมื่อสถานการณ์แย่ลง การคาดการณ์นี้ จึงเป็นที่สนใจมากขึ้นและมีการนำเสนออีก

ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในจังหวัดต่างๆ ดูจะยืนยันสมมติฐานและการคาดการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงในขณะนี้ ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ อาจจะเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ก็ได้ เนื่องจากสรรพกำลังและทรัพยากรทางด้านสาธารณสุขของเราไม่พอ

ขณะนี้โรงพยาบาล เตียง ห้องไอซียู ห้องแยก เวชภัณฑ์ เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อของแพทย์พยาบาล ทุกอย่างล้วนขาดแคลนหมดแล้ว

การรับมือกับการแพร่ระบาดนี้ มีมาตรการหลายด้าน ทุกด้านต้องยกเครื่องทั้งสิ้น แต่ในสถานการณ์ขณะนี้หากปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่หยุดหย่อนเช่นที่เป็นอยู่ จะปรับปรุงอะไรก็ไม่ทัน ระบบสาธารณสุขของประเทศจะล่ม ไม่สามารถรับมือได้

ผมเห็นด้วยว่าต้องหาทางจำกัดวงจรการแพร่ระบาด เพื่อให้มีผู้ติดเชื้อน้อยที่สุด

จากเดิมที่มีการเสนอให้กำหนดจังหวัดเสี่ยง เพื่อใช้มาตรการเข้มเป็นจังหวัดๆ แต่ขณะนี้ดูจะกระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีการปิดห้างร้าน สถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯและ 6 จังหวัดแล้ว คนออกต่างจังหวัดไปมาก

มาตรการที่ใช้อยู่เช่นการขอให้คนกรุงเทพอยู่บ้านไม่เพียงพอแล้ว ต้องใช้มาตรการเข้มข้นสูงสุดอย่างที่มักเรียกกันว่า “ล็อคดาวน์” ทั้งประเทศ จำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎหมายให้คนอยู่บ้าน อนุญาตให้ออกได้เท่าที่จำเป็น จำกัดการเดินทางระหว่างพื้นที่

ที่ผ่านมามาตรการต่างๆตามหลังเหตุกาณ์หลายก้าวมาตลอด เรื่องนี้ควรจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

ขอเสนอให้รัฐบาลสรุปบทเรียนจากการประกาศปิดสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพและ 6 จังหวัด ที่ต่างคนต่างทำและไม่มีมาตรการรองรับ จนทำให้เกิดการเดินทางออกจากกรุงเทพครั้งใหญ่ ทำให้ปัญหาซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น

ดังนั้น ในครั้งนี้วางแผนมาตรการรองรับ เช่น คนยังออกจากบ้านได้ในกรณีใดบ้าง กิจการใดต้องหยุด กิจการใดต้องส่งเสริมให้ทำต่อไป การหยุดงาน การจำกัดการเดินทาง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การจัดการเพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ การเยียวยาและการดูแลผู้ที่ยากจนเดือดร้อนทั้งระบบและมาตรการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้หากสนธิกำลังตั้งทีมงานขึ้นมาวางแผนศึกษาจากหลายประเทศที่เขาทำกัน แล้วประสานร่วมมือกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ ก็น่าจะทำให้รับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น

รัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว และจะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือกลัวๆ กล้าๆ ไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าปล่อยไว้ต่อไป สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกมาก

การใช้มาตรการเข้มข้นขั้นสูงสุดนี้ ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกหนีไม่พ้น จะต่างกันก็ตรงที่หากรอช้าไป ความเสียหายจะใหญ่หลวง ต่างกันอย่างไม่อาจจินตนาการได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon