ภาพเก่าเล่าตำนาน : เมื่อพุทธศาสนาต้องอพยพจาก…อินเดีย

ภาพเก่าเล่าตำนาน : เมื่อพุทธศาสนาต้องอพยพจาก…อินเดีย

ในวงสนทนาระหว่างมิตรสหายหลายโอกาส มีการเปิดประเด็นเรื่องราว สถานที่ บุคคล พิธีกรรมในพุทธศาสนาแบบจิปาถะสารพัดคุยแนวนินทา อะไร ใช่-ไม่ใช่ หลักการของพุทธ เฮฮากันไป ซึ่งคนไทยก็มิได้ให้ความสนใจมากนัก …ทำตามๆ กันไป

บางพิธีกรรมที่เราปฏิบัติ สิ่งที่เราพบเห็น หลายเหตุการณ์ ที่ไม่น่าสบายใจนัก หาคำตอบไม่ได้… ซึ่งก็สิ้นเปลืองเงินทองไปไม่น้อย

โดยเฉพาะพี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยังวนเวียน มุ่งมั่น ตั้งใจแน่วแน่ เอาเป็นเอาตาย ที่จะคาดคั้น หาคำตอบจากกับวัตถุแปลกๆ เพื่อให้เกิดโชคลาภ ขอให้มีปาฏิหาริย์อัศจรรย์ เงินทองไหลมาเทมา บังเกิดกับตน

มองในมุมที่สบายใจ สนุกทุกเมื่อ …คนไทยน่าจะเป็นชนชาติที่เก่งคณิตศาสตร์ที่สุดในโลก ร่องรอยขีดเขียนบนวัตถุ สิ่งของ ต้นไม้ ความฝัน การเลื้อย เคลื่อนที่ของสัตว์ รูปปั้น ฝุ่นควัน ทะเบียนรถของบุคคลสำคัญ จะถูกถอดรหัสตีความภาพด้วยมันสมองอัจฉริยะ

คนไทยผู้มีจิตมั่น ถึงพร้อม จะตีความ อธิบายบอกกล่าวเป็น ตัวเลขŽ ได้อย่างฉาดฉาน เปิดเผยต่อคนใกล้ชิดเพื่อให้มาร่วมทุกข์ ร่วมสุข

เป็นชนชาติเดียวในโลกที่ ร่าเริง สดใส ใฝ่หาตัวเลขŽ เป็นนิจ

ผู้สันทัดกรณีทั้งปวงเคยให้ความเห็นว่า สิ่งที่สังคมไทย (ส่วนหนึ่ง) ปฏิบัติกันอยู่ พิธีกรรมบางอย่าง โดยเชื่อว่านี่เป็นแนวทาง หรือเกาะแนวของพุทธศาสนานั้น…ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย…

ผู้เขียนไม่ขอก้าวล่วง ก้าวก่าย เปรียบเทียบ ความเชื่อของใคร นานาจิตตัง มีความสุขอย่างไร ก็เลือกใช้ชีวิตของตนไปเช่นนั้น

กลับมาที่ประเด็นหลัก คือ เหตุแห่งการพลัดพรากของพระพุทธศาสนาในอินเดีย…ผู้เขียนขออ้างอิงท่านพุทธทาสเป็นบางส่วน…

หลายพันปีมาแล้ว… อินเดียŽ ดินแดนเก่าแก่ เป็นพื้นที่อารยธรรมยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก มีผู้คนเต็มไปด้วยความคิดคล้ายกับว่าเป็นปัญญาชน คนทุกหมู่เหล่าหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาสัจธรรม มีจำนวนฤๅษี มุนีและปริพาชก มากมาย ทุกคนต้องการการแสวงหาคำตอบ

ดินแดนภารตะ เร่าร้อนไปด้วยความเคลื่อนไหวทางปัญญา ต้องการพิสูจน์ ค้นหา… ส่วนหนึ่ง เกิดความเชื่อว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีต้องบูชาเทพ บูชาแล้วจะได้ชีวิตที่ดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า…

มีข้อมูลทางวิชาการที่ฝรั่งอังกฤษคนหนึ่ง บันทึกไว้เกี่ยวกับพุทธศาสนาในอินเดียที่น่าสนใจยิ่ง…

ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย นักโบราณคดีจากอังกฤษจำนวนมากได้มาสำรวจขุดค้นพุทธสถานต่างๆ ในอินเดียโดยอาศัยบันทึกประวัติศาสตร์

พ.ศ.2358 คนแรกที่มาสำรวจ คือ ลอร์ด ฮามินตัน (Lord Haminton) พบพระพุทธรูปและเทวรูป 2 องค์

พ.ศ.2403 นายพลคันนิ่งแฮมได้มาสำรวจอย่างจริงจัง และก็พบซากอาคาร มหาวิทยาลัยนาลันทาŽ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูง คณะสำรวจตื่นเต้น ขุดสำรวจตามหลักวิชาการโบราณคดี

ในที่สุด มหาวิทยาลัยนาลันทา…ก็ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกตามลายแทงของบุคคลในอดีต บริเวณปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ ซึ่งเทียบได้กับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก

ขอทำความเข้าใจเรื่องของการนับ พุทธศักราชŽ (พ.ศ.) ประเทศไทยเริ่มนับ พ.ศ. เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมื่อวันเพ็ญ เดือน 6 ปีจอ นิยมใช้ในไทย และศรีลังกา

พระเจ้าอโศกมหาราช คือ ใคร ? …..

จากหนังสือ จารึกอโศกŽ ของพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 2516 …ท่านเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ ครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฎลีบุตร ตั้งแต่ พ.ศ.218 ถึง พ.ศ.260 เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ 8 พรรษา ได้ทรงกรีฑาทัพ ทำศึกสงคราม สังหารผู้คน แย่งชิงดินแดน ทรงมีชัยขยายดินแดนแห่งแว่นแคว้นของพระองค์ออกไป แผ่นดินของท่านยิ่งใหญ่ที่สุด

วันหนึ่ง…ทรงสลดพระทัยในความโหดร้ายทารุณของสงคราม ท่านหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงดำเนินนโยบายทะนุบำรุงพระราชอาณาจักร ดำเนินนโยบายธรรมวิชัยแล้วได้รับขนานพระนามใหม่ว่า ธรรมาโศก คือ อโศกผู้ทรงธรรม

พระเจ้าอโศกมหาราชทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงสร้างมหาวิหารให้ เป็นแหล่งที่พระภิกษุสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ส่งพระเถรานุเถระไปประกาศพระศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง พม่า ไทย กัมพูชา มีอารยธรรมของพุทธมาจนถึงปัจจุบัน

ในด้านรัฐประศาสโนบาย ทรงถือหลักธรรมวิชัย มุ่งชนะจิตใจของประชาชน ด้วยการปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง

พระสงฆ์จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของศาสนา ต้องเดินทางไปทั่วทิศ เมื่อพักอยู่ในวัดต่างๆ ได้ปฏิบัติสมาธิ เขียนตำรา และช่วยเหลือประชาชนด้วยการสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียน ขุดบ่อ ปลูกต้นไม้ และช่วยเหลือประชาชน

ศาสนาพุทธได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชู สูงสุดในอินเดีย…

ปัจจัยที่ทำให้พระพุทธศาสนามลายสูญไปจากอินเดีย

หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชสวรรคต พระสงฆ์แตกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรก (หินยาน) เคร่งครัดมาก เชื่อว่าการบันเทิงต่างๆ ผิดวินัย ถือหลักว่า การบวช คือ ทางเดียวในการบรรลุพระนิพพาน ฆราวาสจะต้องบวชจึงจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

กลุ่มที่ 2 คือ มหายาน เคร่งครัดวินัยน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่พยายามเป็นพุทธด้วยตัวเขาเอง พยายามช่วยเหลือมวลมนุษยชาติให้มีความสุขและบรรลุพระนิพพานให้ได้ก่อน เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้า (God)

แนวทางของศาสนาพุทธกลายเป็น น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ

มีการสังคายนาที่เมืองปัตนะ (อินเดีย) ใน พ.ศ.250 พระสงฆ์แตกแยก ฝ่ายหินยานมุ่งลงใต้ มหายาน มุ่งตะวันออกเฉียงเหนือ

ในเวลาเดียวกันนั้น….ฝ่ายฮินดูก็เข้มแข็งขึ้น เพราะคนในวรรณะชั้นสูงไม่ชอบแนวคิดเรื่องสันติภาพและเสมอภาคของพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระสงฆ์ส่วนมากสนใจแต่การสวดมนต์และธรรมสากัจฉาด้านศาสนามากกว่าสนใจประชาชน

วัดวาอารามหลายแห่งร่ำรวยขึ้นจากที่ดินและทรัพย์สินที่พุทธศาสนิกชนถวาย พระสงฆ์ทั้งปวงก็สนใจแต่เรื่องทางโลก

ในเวลาใกล้เคียงกัน…ชาวฮั่น จากเอเชียกลางยกทัพบุกเข้าไปในชมพูทวีป ปล้น ฆ่าเผา พุทธศาสนิกชนลดลงอย่างน่าใจหาย

ที่สาหัส พินาศที่สุด คือ กองทัพมุสลิมจากภาคเหนือ

พ.ศ.1737 กองทัพมุสลิมนำโดยโมฮัมหมัด โฆรี (Muhammad Ghori) พร้อมกองทหารราว 1 แสนคน ยกทัพจากดินแดนอัฟกานิสถาน รบชนะชาวภารตะ ณ ทุ่งปาณิพัตร ใกล้กรุงนิวเดลลี

พ.ศ.1740 โมฮัมหมัด โฆรี ก็ได้แต่งตั้ง กุดบัดดิน ไอบัค (Qutbuddin Aibak) เป็นแม่ทัพปกครองกรุงอินทรปัตถ์ (เดลลี)

ไอบัค ผู้ห้าวหาญขยายจักรวรรดิออกไปไม่หยุด ทำศึกเพื่อเปิดทางอย่างสะดวกให้กองทัพมุสลิมกลุ่มอื่น รุกเข้าสู่อินเดียเหมือนเขื่อนแตก

ทำลายวัดวาอารามและสถานที่สำคัญของพุทธศาสนา ของฮินดูและเชน ฆ่าพระภิกษุสามเณรตายหลายหมื่นรูป

เหตุการณ์สำคัญของพุทธศาสนาที่ถือเป็นการ ปิดฉากŽ

พ.ศ.1766 แม่ทัพมุสลิมอีกกลุ่มนำกำลังเข้าทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นอย่างราบเรียบ มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ได้กลายเป็นสุสาน กลายเป็นที่รวมศพมหาศาลของพระภิกษุสามเณร

บันทึกของท่านตารนาถ ชาวทิเบต ได้บันทึกไว้ว่า

… พระภิกษุสงฆ์จำนวนมากถูกฆ่า และบางส่วนก็หลบหนีไปอยู่ดินแดนใกล้เคียง ซึ่งโดยมากได้ไปอยู่ที่เนปาลและทิเบต

เมื่อพวกเติร์กมุสลิมกลับไป มีความพยายามจะบูรณะนาลันทา

นาลันทา …ถูกปล่อยรกร้างจมดินเป็นเวลาราว 624 ปี

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พุทธศาสนาก็ได้เสื่อมและหมดไปจากอินเดียตอนเหนือ และตอนกลาง ถูกทอดทิ้งลบเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวอินเดียมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 800 ปี

พ.ศ.2403 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4) เซอร์ คันนิงแฮม ของอังกฤษ ได้ขุดค้นเจอซากของมหาวิทยาลัยตามคำบอกที่พระถังซำจั๋งเขียนไว้ในหนังสือของท่าน

จึงไม่แปลกเลยว่า ชาวภารตะจึงแทบจะไม่รู้จักพุทธศาสนา ส่วนศาสนาฮินดู และศาสนาเชน นั้นก็ถูกทำลายเช่นกันแต่ไม่ค่อยจะรุนแรงเท่าไรนัก

มีมุมมองย้อนอดีตที่น่าสนใจ…ทำไมพุทธศาสนาจึงตกเป็นเป้า

นักบวชของพุทธศาสนานั้นแปลกจากพระในศาสนาอื่นๆ การแต่งตัวรู้ได้ง่าย มุสลิมบังคับให้สึก ถ้าไม่สึกก็ฆ่าเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้พระสงฆ์ในพุทธศาสนาอยู่ไม่ได้

อีกประการหนึ่งผู้ที่นับถือพุทธนั้น โดยมากเป็นคนชั้นสูงเมื่อคนชั้นสูงหมดอำนาจ ศาสนาพุทธก็หมดไปด้วย ไม่เหมือนกับศาสนาฮินดูซึ่งผู้นับถือส่วนมากเป็นสามัญชนและศาสนาอยู่ได้ก็เพราะชนพวกนี้

มุสลิมปกครองอินเดียยาวนานมากกว่า 600 ปี

ถึงแม้พุทธศาสนามลายสูญหายจากอินเดีย แต่ไปลงหลักปักฐานในบางพื้นที่ในเนปาล พระธรรมทูต พระสงฆ์จากจีนและนักปราชญ์จากราชสำนักจีนเคยเดินทางเข้าไปเยือนอินเดียมาก่อนแล้ว เพื่อศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็นำหลักการของพุทธศาสนากลับไปเมืองจีน

ช่วง พ.ศ.600-700 พุทธศาสนาได้ผ่านเข้าไปสู่ดินแดนเกาหลีและญี่ปุ่น

มูลเหตุที่พุทธเสื่อมจากอินเดีย ที่พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระคำ) รวบรวมความเสื่อมพุทธศาสนา ไว้ 7 ประการ

1.พระภิกษุสงฆ์เกิดแตกสามัคคี ชิงดีชิงเด่นแย่งกันเป็นใหญ่ หลงใหลในลาภ ยศ สักการะ ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย ติดอยู่ในพิธีกรรม มากกว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสอนเดิม เพิ่มเติมใหม่ ทำให้เกิดสัทธรรมปฏิรูป จะเห็นว่าสังคายนาแต่ละครั้งที่ทำในอินเดียย่อมมีมูลเหตุมาแต่การแตกแยกของพระภิกษุสงฆ์

2.ขาดผู้อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาเจริญและดำรงมาได้ก็เพราะมีพระเจ้าแผ่นดินให้ความอุปถัมภ์บำรุง

3.ถูกศาสนาอื่นๆ เบียดเบียน เช่น ฮินดู เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ฮินดูประกาศคำสอนของตนเป็นการใหญ่

4.เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ทวนกระแส คือตรงดิ่งสู่ความจริง เป็นการฝืนใจคน ต้องดึงคนเข้าหาหลัก มิใช่ดึงหลักเข้าหาคน ไม่บัญญัติหรือสอนไปตามความชอบพอของคนบางคน แต่สอนไปตามความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ผู้มักง่ายเกิดความเอือมระอา พากันหันไปหาคำสอนที่ถูกใจ

5.พุทธศาสนาปฏิเสธวรรณะ ขัดต่อความคิดเห็นของคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำ ที่ยึดมั่นอยู่ในลัทธิประเพณี คนชั้นสูงต้องการคงวรรณะไว้ คนชั้นต่ำก็คิดเช่นเดียวกัน

6.เพราะชาวพุทธได้รับเอาลัทธิ ตันตระŽ ของฮินดูมาปฏิบัติ ซึ่งเป็นการขัดต่อคำสอนอันดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา

7.สมัยที่มุสลิมเข้ามามีอำนาจ กษัตริย์มุสลิมได้แผ่อำนาจไปในที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางและพร้อมกันนั้น อิทธิพลของศาสนาอิสลามก็ได้แผ่ตามไปด้วย เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาที่กำลังจะล้มพับอยู่แล้ว ก็ถึงกาลอวสาน

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย ซึ่งการบันทึกจากสำนักต่างๆ ก็มีแนวทางใกล้เคียงกัน…

ข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ขอนำมาเพิ่มเติมให้ท่านผู้อ่าน…..

พระภิกษุ ดร.อานันท์ เกาศัลยานน เขียนบทความของท่านชื่อ How India Lost Buddhism?Ž ความว่า….

ในขณะที่ความเสื่อมทางศีลธรรมและจิตใจกำลังมาสู่ประชาชาติอินเดียดังได้พรรณามานี้ การแบ่งแยกถือชั้นวรรณะตามศาสนาพราหมณ์ก็กระหน่ำทำให้ชีวิตสังคมอ่อนเปลี้ยลงอย่างที่สุด และในขณะที่ความ เร้นลับž ของลัทธิ ตันตระž กำลังทำให้สมองของประชาชนหมดสมรรถภาพอยู่นั้น กองทัพอันเกรียงไกรของมุสลิมก็เคลื่อนขบวนมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คล้ายกับมรสุมใหญ่ที่กำลังพัดมาเพื่อทำความสะอาดให้แก่สิ่งโสโครกทั้งหลาย

บรรดาโบสถ์วิหารและทรัพย์สมบัติเครื่องบูชาอันมีค่ายวดยิ่ง ซึ่งสะสมกันไว้ตั้งร้อยๆ ปี ได้ถูกทำลายพินาศลงด้วยน้ำมือของพวกรุกราน

ปฏิมาของพระโพธิสัตว์และเทพยดา ทั้งหญิงชาย ได้ถูกเหวี่ยงลงจากแท่นบูชาและเผาผลาญไม่มีเหลือ ไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องศักดิ์สิทธิ์ สำหรับนักรบมุสลิมผู้กระหายอำนาจและทรัพย์สมบัติเหล่านี้ มนตร์ž และพิธีกรรมต่างๆ ทางลัทธิ ตันตระž ที่เชื่อกันว่า ขลังž ยิ่งนักนั้นปรากฏว่าไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้

บรรดา ผู้สำเร็จž และ อาจารย์ž องค์สำคัญๆ ต่างพากันยืนมือเท้างอต่อหน้ากองทัพมุสลิม ในที่สุดขณะที่พวก ตันตระž กำลังประกอบพิธีกรรมและสวด มนตร์ž อยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา แผ่นดินทางอินเดียภาคเหนือก็ตกไปอยู่ในกำมือของมุสลิมอย่างราบคาบŽ

ส่วนพระลามา ตารนาถŽ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาŽ ของท่านว่า บรรดาภิกษุสงฆ์เมื่อถูกฆ่าและถูกทำร้ายโดยพวกมุสลิมในศตวรรษที่ 12 ต่างก็พากันหนีไปยังประเทศทิเบต และประเทศอื่นๆ เมื่อภิกษุสงฆ์ไม่มีเหลืออยู่ ทั้งโบสถ์วิหารก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น จิตใจของพวกฆราวาสพุทธมามกะ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์

…ผลก็คือ พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ได้สวามิภักดิ์ต่อพราหมณ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทางเลือดเนื้อและวัฒนธรรมอยู่แล้ว พวกที่เหลืออยู่ก็หันไปนับถือหรือถูกบังคับให้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองอยู่ในเวลานั้น ด้วยประการฉะนี้เองที่พระพุทธศาสนาได้สูญหายไปจากอินเดีย ดินแดนที่เกิดของตนŽ

แถมท้าย…ลัทธิตันตระ คือ อะไร…?.

คุณ อภิลักษณ์ เกษมผลกูล อธิบายว่า ลัทธิตันตระ ผสมกลมกลืนกับพุทธศาสนาในช่วงประมาณ พ.ศ.1590 และเรียกกันว่า พุทธตันตระŽ

นิกายนี้มีหลักว่า ตัณหาต้องดับด้วยตัณหา กิเลสของมนุษย์ประกอบด้วย ราคะ โทสะ โมหะŽ การจะดับกิเลสได้ต้องประพฤติจนเบื่อหน่ายไปเอง เน้นในเรื่องเครื่องรางของขลังและลงยันต์

ลัทธิพุทธตันตระ ซึ่งมักรู้จักกันในนามพุทธศาสนานิกายวัชรยาน อิทธิพลของลัทธิตันตระที่อยู่ในศาสนาพราหมณ์และพุทธยังปรากฏให้เห็นในความเชื่อของคนไทยหลายประการ อาทิ การลงยันต์ และมุมมองเกี่ยวกับเรื่องเพศที่ผสมเข้ามาปรากฏในวัตถุทางศาสนา อย่างเช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ของนิกายหินยาน มีภาพการร่วมเพศ…

เหตุการณ์ที่คุยกันตรงนี้…เกิดขึ้นมานับพันปีแล้ว…

พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาŽ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ให้เรามองถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นประจำสังขารนี้ว่า เกิดดับทุกวัน การเปลี่ยนแปลงไม่เคยรอใคร ไม่มีใครหยุดการเปลี่ยนแปลงได้

เพื่อเป็นการศึกษานะครับ จะมีความคิด มีข้อมูลอันใดที่แตกต่างไปจากนี้ ก็ต้องเปิดกว้างรับฟังกัน…..

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

ความเจริญและความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย / กรุณา กุศลาสัย และบทความของ สมาน สุดโต จากโพสต์ทูเดย์ วันที่ 12 ก.ย. 2553

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ม็อบ19ก.ย.’กดดันแก้รธน. เสียงสะท้อนส.ส.-จับตาส.ว.
บทความถัดไปสหรัฐละเมิดนโยบาย ‘จีนเดียว’