การกลับมาของ ‘ปีศาจ’ ในวันที่ประวัติศาสตร์ คงย่ำซ้ำรอยเดิม

การกลับมาของ ‘ปีศาจ’ ในวันที่ประวัติศาสตร์ คงย่ำซ้ำรอยเดิม

“เวลาได้ล่วงไปมากแล้วระหว่างโลกของท่านกับโลกของผม มันก็ห่างกันมากมายออกไปทุกที ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที…”

ประโยคข้างต้น ต่อให้ไม่ใช่คอนิยาย ก็น่าจะคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย เพราะคือคำที่ “สาย สีมา” เอ่ยกับ “เจ้าคุณ” บิดา “รัชนี” หญิงคนรักที่ต่างชั้นวรรณะกัน

ยิ่งในตอนนี้ ประโยคนี้มักถูกหยิบมาเอ่ยอ้างปลุกเร้ากำลังใจอยู่เสมอ แม้กระทั่งในการชุมนุม และมีอีกหลายประโยคที่จับใจผู้คน พบได้บ่อยๆ ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี รวมถึงเทเลแกรม

“ท่านคิดจะทำลายปีศาจตัวนี้ในคืนนี้ต่อหน้าสมาคมชั้นสูงเช่นนี้ แต่ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ เพราะเขาอยู่ยงคงกระพันยิ่งกว่าอคิลลิสหรือซิกฟรีด เพราะเขาอยู่ในเกราะกำบังแห่งกาลเวลา

ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป”

“โลกของเราเป็นคนละโลก โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน”

 

เสนีย์ เสาวพงศ์

คำพูดของตัวละคร สาย สีมานี้ อยู่ในอมตะนิยายของสามัญชนเรื่อง ปีศาจ โดย เสนีย์ เสาวพงศ์

พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 60 ปีที่แล้ว แต่สามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาที่ล่วงเลยมาได้จนถึงปัจจุบัน และล่าสุดกำลังถูกตีพิมพ์อีกครั้ง โดย สนพ.มติชน

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนคำนิยมในการพิมพ์ครั้งนี้ว่า

“นิยายบางเล่มสำแดงพลังของมัน มิใช่ในทันทีที่มันคลอดออกมาครั้งแรก หากต้องรออีกนานพอสมควร นิยาย ‘ปีศาจ’ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ นับว่าอยู่ในข่ายนี้”

เหตุที่หนังสือเล่มนี้ทรงพลังและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นเพราะมันสื่อสารประเด็นที่ยังคงเป็นปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในลักษณะข้ามยุคสมัย นั่นคือ การปะทะกันระหว่าง “โลกเก่า” และ “โลกใหม่” ในขณะที่สาย สีมา และเพื่อนของเขาคือภาพตัวแทนของโลกใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความฝันที่จะเห็นสังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างเสมอภาคและทุกคนมีศักดิ์ศรีอันเท่าเทียม พ่อของรัชนีก็คือภาพตัวแทนของโลกเก่า ที่มองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ว่าเป็นสิ่งที่น่าตระหนกตกใจ เพราะมองว่าคนชั้นล่างที่ไม่มี “หัวนอนปลายเท้า” ที่ได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีฐานะดีขึ้นกำลังลุกขึ้นมาตีตนเสมอ “ผู้ดี” คนชั้นสูงอย่างตน นอกจากนั้นเด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก็ยังหาญกล้าลุกขึ้นมาทายท้าอำนาจของ “ผู้ใหญ่” จนพาลให้เกิดความรู้สึกว่าโลกที่ตนเคยมีอภิสิทธิ์ควบคุมและครอบงำได้ทุกอย่างกำลังพังทลายลง

โลกแบบใหม่นี้เองคือสิ่งที่พ่อของรัชนีรู้สึกหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง เพราะคนที่อยู่ในที่สูงกำลังถูกดึงลงมาให้เสมอกับคนอื่น ซึ่งมันสั่นคลอนระเบียบสังคมแบบโบราณตามขนบประเพณี ที่สังคมมีลักษณะเป็นพีระมิดที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง แบ่งคนเป็นชนชั้นอยู่ในลำดับขั้นทางสังคมของตนเองอย่างค่อนข้างตายตัวตามชาติกำเนิด กล่อมเกลาให้คนยอมรับชะตากรรมของตนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวโดยไม่ตั้งคำถามถึงสิทธิและความยุติธรรม

หนังสือเล่มนี้ คือ “หนังสือที่มาก่อนกาล” เพราะมันพูดถึงพลังของหนุ่มสาวในการเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคที่ขบวนการของคนหนุ่มสาวยังไม่ปรากฏและความตื่นตัวของจิตสำนึกยังซบเซา มันจึงเป็นหนังสือที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาจากความหวัง ความเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และการฝันไปข้างหน้าว่าสักวัน “โลกใบใหม่” จะก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า… ไม่ว่าจะต้องอาศัยเวลายาวนานเท่าใดก็ตาม”

หากใครสงสัยว่าทำไม “ปีศาจ” ถึงยังคงมีชีวิตอยู่ในกาลปัจจุบัน

คำตอบชัดเจนมาก…. เพราะประวัติศาสตร์ยังซ้ำรอยวนลูป โลกเก่าและโลกใหม่ ยังคงปะทะกันอย่างสม่ำเสมอ และกลายเป็นแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงปีศาจ ให้ยังคงเติบโตและคงอยู่

รอให้คนธรรมดาสามัญชนทุกคน ยืนหยัดจุดยืน และมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อสร้างโลกปัจจุบันและอนาคตที่ดี สร้างประวัติศาสตร์โลกใหม่ไม่ให้ย่ำซ้ำรอยเดิม เฉกเช่น ความพยายามของ “สาย สีมา” และ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon