‘จุรินทร์’ โชว์ช่วยประหยัดสั่งดิลิเวอรี 245 ล้าน ปลื้มบางกอกเจมส์ดึงเงินเข้าประเทศ

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า โครงการพาณิชย์ลดราคา! ฟู้ดเดลิเวอรี่ ซึ่งกำหนดจัดช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน ขณะนี้ยังไม่เสร็จสิ้นโครงการ ปรากฏว่าสามารถช่วยให้ร้านอาหารทั่วประเทศขายอาหารได้จำนวนถึง 200,000 ร้านค้า และสร้างมูลค่าจากการลดราคาจนถึงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน  สำหรับการลดค่าจีพีสามารถช่วยลดค่าจีพีเหลือ 25% ให้ร้านอาหารได้แล้วรวม 165 ล้านบาท ลดราคาอาหารและลดค่าขนส่งได้ประมาณ 80 ล้านบาท รวมมูลค่าที่สามารถช่วยลดภาระให้กับร้านอาหารและผู้บริโภคอาหารผ่านระบบเดลิเวอรี่ผ่านแพลตฟอร์ม 5 แพลตฟอร์ม มูลค่า 245 ล้านบาท

โดยโครงการพาณิชย์ลดราคา! ฟู้ดเดลิเวอรี่ เป็นการจับมือร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ 5 แพลตฟอร์ม สำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหาร นั้นจะมีการลดค่าจีพีที่แพลตฟอร์มคิดกับร้านอาหารจากเฉลี่ย 25-35% ลงมาเหลือ 25% มีแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 5 แพลตฟอร์ม คือ 1.Robinhood 2.foodpanda 3.Grab 4.Gojek และ 5.Lineman ลดค่า GP เหลือ 25% ยกเว้น Robinhood ไม่คิดค่า GP และ foodpanda ไม่คิดค่า GP สำหรับร้านใหม่

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ผลสัมฤทธิ์จากการเร่งรัดการดำเนินการส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ในกิจกรรมไฮบริดและกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ ในช่วงปัจจุบันมีอยู่ 3 งาน ที่ขอแถลงผลให้ทราบ งานที่หนึ่งก็คือเรื่องผลการดำเนินการโครงการยี่ปั๊วออนไลน์คอนเน็ก ซึ่งได้ดำเนินการในช่วง 24-28 พฤษภาคมที่ผ่านมาปรากฏว่าโครงการนี้ทำให้ยี่ปั๊วชาวต่างประเทศมาซื้อสินค้าไทย เพื่อขายผ่านแฟลตฟอร์มใหญ่ๆ ของโลก โดยสามารถทำให้มีมูลค่าการลงนามในสัญญา หรือการทำตัวเลขส่งออกถึง 288 ล้านบาทเกินกว่าเป้าเดิมที่กำหนดไว้แค่ 100 ล้านบาท มียี่ปั๊วต่างประเทศเข้ามาซื้อสินค้าไทยถึง 52 รายจากเดิมคาดว่าจะมี 20 รายโดยยี่ปั๊วชาวต่างประเทศที่เข้ามาซื้อสินค้าไทยส่งออกผ่านแพลตฟอร์มก็ประกอบด้วย จีน สหรัฐอเมริกาอินเดียที่เป็นต้น

งานที่สองคือ งานบางกอกเจมส์ ออนไลน์ ซึ่งเดิมตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะขายให้ได้ 500 ล้านบาท แต่สามารถทำได้เกินเป้าเป็น 576 ล้านบาท สามารถจับคู่ลงนามในสัญญากันได้ 489 คู่ ผู้ส่งออกของไทยที่ประสบความสำเร็จในการทำสัญญาซื้อขายมี 317 ราย ชาวต่างประเทศ 368 บริษัทที่นำเข้า จาก 76 ประเทศ กิจกรรมที่

สามคือกิจกรรม MOVE ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเร่งรัดการส่งออกด้านมัลติมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ แอนิเมชั่น หรือว่าดิจิทัลคอนเทนต์ โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายใน 5 ปี จะทำยอดส่งออกให้ได้ 1,500 ล้านบาท แต่เฉพาะในงานนี้สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายธุรกิจบริการนี้ได้ถึง 1,586 ล้านบาท สามารถจับคู่การลงนามสัญญาได้ 359 คู่ ผู้ผลิตไทย 50 ราย ต่างประเทศ 80 รายจาก 17 ประเทศสำคัญยกตัวอย่างเช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อาร์เจนตินา บราซิล เป็นต้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บุ้ง ใบหยก’ ถึงกับอึ้ง เมื่อทราบผลตรวจภูมิ หลังฉีดซิโนแวค 2 เข็ม บอกไม่น่าเชื่อ
บทความถัดไป‘สมยศ’ ลั่น ไทยต้องจ่ายค่างั่งให้ ‘ประยุทธ์’ อีกเท่าไร ‘ชาญวิทย์’ ชี้โรคภัยเลือกไม่ได้ ‘ผู้ปกครอง’ ต้องเลือกเองให้ได้