ผู้ถือหุ้น ASW ไฟเขียวจ่ายปันผลเป็นหุ้น-เงินสด พร้อมอนุมัติวงเงินออกหุ้นกู้ 2 พันล้าน รองรับธุรกิจในอนาคต

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) (ASW) เปิดเผยว่า ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2564 รูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานในงวด 1 ม.ค. – 30 มิ.ย. 2564 จากกำไรสุทธิ โดยจ่ายเป็นหุ้นสามัญของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 8 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นปันผล จำนวนไม่เกิน 95,125,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเทียบเป็นมูลค่าเท่ากับอัตราการจ่ายปันผล 0.12500 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 95,125,000 บาท

พร้อมทั้งจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.02206 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 16,787,660 บาท รวมการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.14706 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่า 111,912,660 บาท ซึ่งกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น(Record Date) ในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 4 ตุลาคม 2564

นายกรมเชษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังอนุมัติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ทุกประเภทและทุกรูปแบบ เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียน ชำระหนี้คืน หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ

“แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และยังคงมีมาตรการกึ่งล็อคดาวน์ ก็ต้องขอบคุณผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่น และไว้วางใจบริษัทฯในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการจ่ายเงินปันผลในรูปแบบหุ้นปันผลและเงินสดครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ASW หลังจากที่ได้เข้าจดทะเบียนใน SET ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนการเสนอขายหุ้นกู้นั้น เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง และรองรับโอกาสที่เพิ่มขึ้นอีกหลากหลายรูปแบบในการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยสนับสนุนศักยภาพในการสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพ สำหรับการประกอบธุรกิจในระยะยาว นับเป็นสิ่งที่สำคัญอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นในอนาคต ” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวอีกว่า บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญ ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการใหม่ๆ และมั่นใจว่ายังสามารถเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยปีนี้เติบโตขึ้น 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 4,205 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการที่แล้วเสร็จ ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ทำให้สามารถรับรู้รายได้ ประกอบด้วย โครงการเคฟ ทียู” (Kave TU) มูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท โดยมียอดขายกว่า 90% ซึ่งกำลังทยอยโอนกรรมสิทธิ์รับรู้รายได้ และโครงการ ” โมดิซ สุขุมวิท 50″ (Modiz Sukhumvit 50) มูลค่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปีนี้ รวมทั้งบริษัทมีแผนการขยายธุรกิจโดยมีความร่วมมือใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้บริษัทฯ มากยิ่งขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แม่สั่ง ‘แท็บเล็ต’ ได้ ‘เขียงไม้’ สงสารลูก ดีใจเก้อ ซื้อไว้ให้เรียนออนไลน์
บทความถัดไปก.ตร.ไฟเขียว’ที่ปรึกษาพิเศษ-ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ’ตร. ช่วยขับเคลื่อน 19 ศูนย์อาชญากรรม