‘พท.’ ชูนโยบายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมหนองคาย-เวียงจันทร์ หนุนศก.ชายแดนฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า ขณะนี้รถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีนได้มาถึงกรุงเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้ว ซึ่งตรงข้ามกับ จังหวัดหนองคาย แต่รถไฟความเร็วสูงของไทยเพิ่งทำได้ 3.5 กม. ที่สั่งทำในสมัยที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็น รมว. คมนาคม และตอนนี้มาเป็น รมว.คลัง ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยเหมือนเสียเงินฟรี ใช้เวลาก่อสร้างถึง 2 ปีครึ่งกว่าจะเสร็จแค่ 3.5 กม. ดังนั้น คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยได้เห็นโอกาสของประเทศในการที่จะขยายการค้าการลงทุนกับประเทศจีน รวมถึงการท่องเที่ยวที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกมาก ในจังหวัดหนองคายรวมถึงจังหวัดในภาคอีสาน โดยภาวะวิกฤตไวรัสโควิดน่าจะหมดไปได้ในปีหน้าที่จะมียาและวัคซีนใหม่ๆออกมาทำให้การอยู่ร่วมกันแบบปกติกับไวรัสโควิดจะทำได้ จึงอยากเสนอนโยบายที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจากกรุงเวียงจันทร์เข้ามาจังหวัดหนองคายก่อน ไม่ต้องรอให้สร้างจากกรุงเทพไปโคราชและต่อไปหนองคายและค่อยเชื่อมเวียงจันทร์เพราะจะใช้เวลานานหลายปี

การเชื่อมต่อไปเวียงจันทร์ก่อนจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ได้เร็วกว่าและมากกว่า ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยได้บริหารประเทศ นโยบายการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคายไปยังกรุงเวียงจันทร์จะดำเนินการเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วค่อยก่อสร้างต่อมายังโคราช และ โคราชมากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการสร้างย้อนกลับเพราะจะเชื่อมต่อได้เร็วกว่าและนักท่องเที่ยวจีนสามารถมาเที่ยวไทยได้เลย โดยเฉพาะในจังหวัดทางภาคอีสานซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งหากพลเอกประยุทธ์จะรีบทำก็นำไปทำได้เลย เพราะประเทศไทยจะได้ประโยชน์ แต่ถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่ทำหรือคิดไม่ได้และคิดไม่เป็น พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะทำอย่างแน่นอนและจะเร่งทำด้วย

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เห็นว่า การส่งเสริมการค้าชายแดนให้คล่องตัวจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก เพราะประเทศไทยได้ดุลการค้าอย่างมากจากการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ สินค้าและบริการของไทยเป็นที่นิยมในประเทศเพื่อนบ้าน หากส่งเสริมให้คล่องตัว ประเทศไทยจะได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก ไม่อยากให้ระบบราชการกลายมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการค้าชายแดน ดังนั้นนโยบายของพรรคเพื่อไทยจะทำให้ระบบราชการในบริเวณชายแดนเอื้อประโยชน์ต่อการค้าชายแดนไม่ใช่ให้มาเป็นอุปสรรค โดยจะใช้ระบบดิจิตอล (Digitalization) และ ไบโอเมตริกเข้ามาใช้ เพื่อให้แม่นยำและคล่องตัว ลดอุปสรรคของระบบราชการแบบเดิมๆ เพื่อให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลง และ การปรับประเทศเป็นระบบดิจิตอล (Digitalization) หรือ การเปลี่ยนแพลตฟอร์มของประเทศ จะเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยหากได้เป็นรัฐบาล โดยขนาดของราชการจะต้องเล็กลงและต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนต้องได้ประโยชน์อย่างเต็มที่และมีสิทธิมีเสียงมากขึ้นตามทิศทางของโลก

ทั้งนี้จากการสอบถามสภาอุตสาหกรรมและสมาคมขนส่งทางบก ต่างเห็นตรงกันว่าหากน้ำมันดีเซลสามารถลดลงได้ลิตรละ 5 บาท ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จะช่วยภาคอุตสาหกรรมและภาคการขนส่งได้อย่างมาก สามาระลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ อีกทั้งประชาชนยังได้ลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก บรรเทาความเดือดร้อนในภาวะเศรษฐกิจทรุดหนักเช่นนี้ นอกจากนี้ ทิศทางราคาน้ำมันยังเป็นขาขึ้นและราคาน้ำมันอาจจะขึ้นไปอีกได้อีกซึ่งจะทำให้ประชาชนลำบากกันอีกมากและธุรกิจจะเพิ่มต้นทุนสูง ดังนั้นจึงอยากให้มีการลดราคานำ้มันดีเซลลงตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะทำแน่ถ้าได้เป็นรัฐบาล

การจะฟื้นเศรษฐกิจของไทยที่ตกต่ำมาเป็นเวลานานเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและความเข้าใจรวมถึงประสพการณ์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือต้องคิดและทำหลายๆเรื่องได้พร้อมๆกัน พรรคเพื่อไทยมีบุคคลากรและมีความพร้อม อีกทั้งมีประสพการณ์และหลักคิดมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจและนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ ประชาชนจะได้ไม่ต้องลำบากและจะอยู่ดีกินดีเหมือนในอดีตเหมือนช่วงที่พรรคเคยบริหารประเทศ ขอให้มั่นใจในพรรคเพื่อไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : มือใหม่ระวิง
บทความถัดไปมิติใหม่การทำบุญ ‘บำรุงราษฎร์’ เปิดให้ซื้อวัคซีนโมเดอร์นา ถวายพระสงฆ์