STA โชว์ Q3 อัตรากำไรขั้นต้นยางทำนิวไฮ กว่า 3,200 ล้าน ผถห.มีเฮ รับปันผล 1.25 บาท/หุ้น

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 ยังมีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สามารถทำกำไรสุทธิทั้งสิ้น 3,230.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายและให้บริการ 28,486.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่อยู่ในช่วงวัฏจักรของการเติบโตรอบใหม่ โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจยางธรรมชาติในไตรมาส 3 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 13.6% หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมของทุกสายธุรกิจอยู่ที่ 36.3%

จากผลการดำเนินงานที่เติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยมาจากราคาขายเฉลี่ยยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น โดยสูงกว่าราคาในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าของประเทศสิงคโปร์ (SICOM) ประกอบกับได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ ส่งผลให้มีดีมานด์ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการผลิตยางล้อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของบริษัทฯ ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง แต่บริษัทฯ มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายวีรสิทธิ กล่าวว่า ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล อัตราหุ้นละ 1.25 บาท เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ และกำหนดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2564  ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น และไตรมาส 2/2564 ในอัตรา 1.25 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้บริษัทฯ อนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2564 ในอัตรารวม 3.50 บาทต่อหุ้น

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มั่นใจจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว (ไฮซีซั่น) ของผลผลิตยางธรรมชาติ และได้รับปัจจัยบวกจากการผู้ผลิตยางล้อชั้นนำของโลกได้หันมาสั่งซื้อยางธรรมชาติจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากในอดีตที่สั่งซื้อจากอินโดนีเซีย โดยจะเลือกซื้อจากบริษัทฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วเท่านั้น ซึ่งโรงงานของ STA เป็นหนึ่งในผู้ผลิตในประเทศไทยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว

ขณะที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติทั่วโลกที่ยังอยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ การทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและการเติบโตของเศรษฐกิจในฝั่งยุโรปและอเมริกา รวมถึงราคาขายเฉลี่ยยางธรรมชาติในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวอยู่ในระดับสูง  จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันปริมาณการขายยางธรรมชาติในปีนี้ได้ตามเป้าหมายใหม่ 1.3 ล้านตัน

นายวีรสิทธิ กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,600 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิต ประกอบด้วย การขยายกำลังการผลิตยางแท่ง (TSR) เพิ่มขึ้นอีก 2.9 แสนตันต่อปี ที่โรงงานบึงกาฬ สกลนคร พิษณุโลกและตรัง ใช้งบลงทุนทั้งหมด 1,655 ล้านบาท จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังปี 2565 และขยายกำลังการผลิตน้ำยางข้น (Concentrated Latex Plants) อีก 1.8 แสนตันต่อปี ที่โรงงานบึงกาฬ นราธิวาส สุราษฎร์ธานี (อำเภอกาญจนดิษฐ์) ใช้งบลงทุนทั้งหมด 950 ล้านบาท จะทยอยแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังปี 2565

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้รุกเข้าสู่ธุรกิจด้านการเพาะปลูกกัญชง ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำ หลังจากได้รับใบอนุญาตปลูกกัญชงจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย โดยนำองค์ความรู้และทรัพยากรของบริษัทฯ เช่น ที่ดินเพื่อการเพาะปลูกมาใช้ต่อยอดขยายธุรกิจดังกล่าว ตามที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยบริษัทฯ จะปลูกกัญชงบนที่ดินของบริษัท ในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อการจำหน่ายเมล็ด ใบ และรากกัญชงทั้งหมดที่มาจากการปลูกแก่ลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อหรือตกลงทำสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวได้รับการทดสอบแล้วว่าไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนัก คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตแรกจากแปลงทดลองได้ในเดือนมีนาคม 2565

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon