“จุรินทร์”สั่งติดตาม18มาตรการช่วยชาวสวน พร้อมลดอุปสรรคส่งออกผลไม้

วันที่ 22 เมษายน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามพันธกิจการส่งออกและการค้าภายในรวมทั้งการแก้และลดอุปสรรคปัญหาในการดูแลชาวสวนผลไม้กว่า 6.5 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ ทั้งนี้ รองนายกฯจุรินทร์ ได้วางแผนตั้งแต่ปลายปี 64 กำหนด 17+1 มาตรการ เพื่อเป็นแผนล่วงหน้าในการดูแลเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในภาวะวิกฤตโรคระบาด และฤดูกาลผลิตปี 2565 มีผลผลิตผลไม้เพิ่มขึ้น 13 % ปริมาณรวม 5.4 ล้านตัน โดยนายจุรินทร์ประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและกำหนดมาตรการเชิงรุกล่วงหน้า ตั้งแต่ครึ่งปีที่ผ่านมาคือมาตรการและเตรียมตลาดล่วงหน้ารองรับ

“ผลไม้ไทย ตลาดใหญ่ คือ จีน ตลาดจีนส่งออกปี 2564 มีมูลค่า 163,000 ล้านบาท ปริมาณ 2,200,000 ตันโดยประมาณ ซึ่งการส่งออกไปจีนทำได้ 3 เส้นทางหลัก คือ ทางเรือ 51% ทางบก 48% และทางอากาศ 0.54% แต่ปัจจุบันด้วยสถานการณ์โรคระบาดในประเทศจีน ดังนั้น ทำให้เรื่องเส้นทางขนส่งผ่านด่านทางบกต้องคอยแก้ไขปัญหารายวันจึงปรับเปลี่ยนให้ผู้บริการการใช้การขนส่งทางอากาศและให้ทางท่าอากาศยานลดค่าทำเนียมให้มากที่สุดทั้งหมดเป็นนโยบายที่ดำเนินการโดยรองนายกฯจุรินทร์ ” นางมัลลิกา กล่าว

นางมัลลิกา กล่าวว่า ภาคเอกชนเคยนำเสนอทางออกร่วมกัน 8 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการตลาด การส่งออกตลาดจีน ซึ่งเราให้ทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ร่วมแรงกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดมีสิ่งเดียวที่เราแทรกแซงไม่ได้เลย คือ นโยบายของทางการจีน แต่ก็พยายามเจรจาและบูรณาการ โดยเอกชนให้ 1.เจรจากับทางการจีนขอให้ช่วยเปิดด่าน เดิมเปิด 4 ด่าน ปิดไป 1 ด่าน คือ ด่านตงซิง จะขอความร่วมมือจากจีนให้ช่วยเปิดด่านตงซิง เพื่อระบายผลไม้ออกไปได้ รวมทั้งขยายเวลาเปิดด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการส่งออกผลไม้ไทย ตนมอบให้ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตรเจรจาต่อไป 2. ทางฝั่งลาวที่เราส่งผลไม้ไปจีน โดยเฉพาะเชียงของ ไปโม่ฮาน ของจีนและผ่านด่านบ่อเต็น ขอให้ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตรและกระทรวงการต่างประเทศช่วยเจรจา ในการถ่ายรถ ซึ่งเดิมรถไทยสามารถผ่านด่านไปเชียงของและถ่ายรถครั้งเดียวที่ด่านบ่อเต็น เข้าจีนได้เลย แต่ช่วงหลังทางการลาวเปลี่ยนระบบให้ถ่ายรถที่ด่านเชียงของอุปสรรคคือ รถลาวมีไม่เพียงพอ จะเจรจาขอให้กลับไปเหมือนถ่ายรถที่เดียวที่ด่านบ่อเต็น หรือให้ทางการลาวเพิ่มรถ

3. การขนส่งทางเรือ ประเด็นตู้คอนเทนเนอร์คลี่คลายแล้ว และค่าระวางเรือยังทรงอยู่ เราอยากให้เรือใหญ่เข้ามาเทียบท่าของไทยมากขึ้น ถ้ามีมาตรการอนุญาตให้มีการถ่ายลำจะจูงใจให้เรือใหญ่เข้ามา นำตู้เข้ามาได้มากขึ้น ช่วยให้มีตู้ส่งออกไปได้มากขึ้น กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับเอกชนและหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากันให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว 4.การขนส่งทางอากาศ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สายการบินต่างๆ รวมทั้งผู้ส่งออกเร่งเจรจาร่วมกัน และ EXIM Bank ในฐานะช่วยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน ให้ต้นทุนการขนส่งทางอากาศลดลง เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออกผลไม้ปีนี้ไปยังจีน 5.เรื่องเส้นทางการขนส่งผ่านรถไฟโดยเฉพาะรถไฟลาว-จีน ซึ่งรถไฟลาวจีน จะเริ่มต้นจากหนองคายไปเวียงจันทน์และเข้าจีนที่ด่านโม่ฮาน แต่ด่านโม่ฮาน ยังไม่เสร็จต้องรอเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ได้มอบให้ทูตพาณิชย์และทูตเกษตร เจรจากับทางการ สปป.ลาว ว่าถ้าขนส่งผลไม้ผ่านรถไฟลาว-จีน เมื่อเข้าเวียงจันทน์ให้ผ่านด่านโม่ฮาน แล้วไปตรวจที่คุนหมิงทีเดียวที่เป็นจุดหมายปลายทาง หรือจะให้ตรวจที่ด่านบ่อเต็นก็ได้ เนื่องจากด่านโม่ฮานยังไม่เสร็จเพื่อเพิ่มช่องทางการระบายผลไม้

6. เรื่องเวียดนามการขนส่งผลไม้ผ่านนครพนม ไปลาว ไปเวียดนามแล้วไปจีนต้องผ่านเวียดนาม ซึ่งได้จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ในวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์ ได้หยิบยกประเด็นนี้ในการเจรจาระดับรัฐมนตรีกับทางการเวียดนามขออำนวยความสะดวกและช่วยลดการจราจรที่ติดขัดหน้าด่านฝั่งเวียดนาม 7. เอกชนขอให้ช่วยเจรจากับทางการจีน ประเด็นรถที่ตรวจพบโควิดที่ด่านก่อนเข้าด่านจีน ปกติจีนจะนำไปฉีดฆ่าเชื้อแล้วส่งกลับและปิดด่าน ให้เจรจาว่าพ่นฆ่าเชื้อแล้วส่งกลับ ยินดีให้แบล็คลิสต์ แต่ขออย่าปิดด่าน

8. เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานช่วยเก็บเกี่ยวผลไม้ที่ภาคตะวันออก หรือจังหวัดอื่นๆที่จำเป็น ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน ฝ่ายความมั่นคง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯร่วมกัน และผู้ว่าราชการจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายล้งเมื่อหมดฤดูผลไม้ทางภาคตะวันออกและผลไม้ภาคใต้ออกให้อำนวยความสะดวกไปรับซื้อที่ภาคใต้ด้วย ซึ่งทั้งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ประสานงานบูรณาการหน่วยงานภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อให้เฝ้าติดตามอะไรที่ทำได้ทำทันทีอะไรที่เป็นเรื่องต้องเจรจาทำทันทีประสานงานทันทีทุกวันนี้มีทั้งทูตพาณิชย์และทูตเกษตรคอยมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า ผลผลิตผลไม้ปี 2565 จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น 13% หรือประมาณ 5,426,555 ตัน สำหรับตลาดและการบริโภคผลไม้ในปี 2565 จะแบ่งออกเป็นตลาดในประเทศ 30% และตลาดต่างประเทศ 70% โดยตลาดในประเทศจะประกอบด้วยห้าง ตลาด รถเร่ ร้านอาหารและแปรรูป และตลาดต่างประเทศ คือ จีน 65% สหรัฐอเมริกา 10% ฮ่องกง 4% เวียดนาม 3% และมาเลเซีย 1% โดยตลาดต่างประเทศนั้นกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะขยายตลาดใหม่นอกจากนี้เพิ่มเติมรวมทั้งจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าผลไม้ตามด่านชายแดนอีกด้วย และเวลานี้ประเภทผลไม้ตามฤดูกาลที่อายุสั้น เช่นมะม่วง และอื่นๆที่กำลังตามมา

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า กรม ได้ขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี2565 ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิตในทุกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนค่าบริหารจัดการ กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ค่าบริหารจัดการในการส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศ การเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกร การขับเคลื่อนการซื้อขายล่วงหน้าผ่านสัญญาข้อตกลง (อมก๋อยโมเดล) การผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร ประกอบด้วยสถานีบริการน้ำมัน การนิคมอุตสาหกรรม ห้างท้องถิ่น ห้างค้าส่งค้าปลีก สายการบินในประเทศทุกสายการบิน ไปรษณีย์ไทย ร่วมกันรับซื้อและยกระดับราคาผลไม้ในประเทศทั้งระบบ นอกจากนั้น ได้เตรียมมาตรการเสริมรองรับสถานการณ์ในช่วงวิกฤติไว้ล่วงหน้า ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับผลผลิตสินค้าทุเรียน มังคุด ลำไย ทั้งในรูปแบบการแปรรูปเป็นผลไม้แห้งและแปรรูปแช่แข็ง ซึ่งมาตรการเสริมนี้นอกจากจะช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาดอย่างรวดเร็วแล้วยังช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตผลไม้ในตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้จะสามารถขายผลไม้ได้ในราคาดีตลอดฤดูกาลผลิตเนื่องจากไม่ถูกกดราคา ถือเป็นปรากฏการณ์การทำงานในรูปแบบใหม่ตามที่โยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จุรินทร์

“ไม่ให้เป็นเพียงแค่นโยบาย แต่เราให้ผู้รับผิดชอบ ติดตามทุกวันและรายงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งรองนายกฯคอยสอบถามทั้งปลัดกระทรวงฯและอธิบดีทุกกรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าต้องทำงานรายงานรายวัน ลดทั้งอุปสรรคปัญหาให้กับผู้ประกอบการทั้งหมด เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลทางด้านนโยบาย และเพื่อให้มีผลปฏิบัติอย่างจริงจังสร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกสินค้าต่างๆ อย่างที่เคยกล่าวว่า เวลานี้ค้าส่งออกเป็นขาหลัก จะให้ประเทศพึ่งพิง เพราะการท่องเที่ยวนั้นเดี้ยงด้วยโรคระบาดไปแล้ว อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านตั้งใจทำงานและติดตามงานอย่างใกล้ชิดทุกวัน ” นางมัลลิกา กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon