ลับลวงพรางโกง กาม ฉาว ในวงการศึกษาของไทย : ณรงค์ ขุ้มทอง

ช่วงนี้ไม่มีข่าวใดโด่งดังเท่าเรื่องฉาวในกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับคดีชู้สาวและทุจริต มีการรายงานคดีเกี่ยวกับการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการปี 2558-2560 มี 629 เรื่อง และที่ค่อนข้างร้อนแรงมากๆ สะเทือนขวัญทางสังคมไทยถึงกับมีคนในบ้านเมืองนี้หมดอาลัยหมดหวังกับอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะคนในกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติมีข่าวฉาวโฉ่
เพราะกระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สำคัญยิ่งในการสร้างคน ผลิตคนมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ที่จริงแล้วในมุมมืดในกระทรวงนี้มีลับลวงพราง โกง กามมายาวนาน แต่มักจะไม่เป็นข่าว เพราะจะช่วยกันปกปิดช่วยเหลือซึ่งกันและกันถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาโดยตลอด เพราะมีปัญหากันตั้งแต่สอบบรรจุแต่งตั้ง ปรับเงินเดือน เลื่อนขั้นเงินเดือนและโยกย้าย

จนมีคนกล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการ คือกระทรวงดินแดนสนธยา ยากที่ใครจะเข้าไปปฏิรูปหรือปรับปรุงได้

คราใดที่ผู้บริหารประเทศเข้ามาเพื่อปรับปรุงแก้ไขก็จะถูกกลุ่มคนตั้งแต่ผู้บริหารครู และองค์กรต่าง ๆ ที่แต่งตั้งขึ้นก็จะออกมาคัดค้านรวมตัวกันประท้วงเรียกร้องถึงความไม่เป็นธรรมดังเช่น กลุ่มผู้บริหารโรงเรียนออกมาเคลื่อนไหวเรียกหาอำนาจในการบริหารบุคคล, การโยกย้ายครูและบุคลากรในเขตพื้นที่ ทั้งๆ ที่อำนาจผู้บริหารได้ใช้อำนาจมาลำดับแรกแล้วในกรณีครู+บุคลากรขอย้ายแต่กลับขอเป็นส่วนหนึ่งของกรรมการระดับบอร์ด กศจ.อีกเป็นต้น

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปผู้บริหารบางกลุ่มกลับไม่เคยออกมาเรียกร้องว่าทำไมคุณภาพการศึกษามันตกต่ำออกมาเรียกร้องกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนหนึ่งมีสัมพันธ์ชู้สาวกับนักเรียน ม.2 ออกมาเรียกร้องให้ลงโทษผู้บริหารโรงเรียน รองผู้บริหารโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับครูในโรงเรียน ออกมาเรียกร้องให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้องการใช้นักเรียนผีเบิกจ่ายเงินรายหัว เรียกร้องการลงโทษกรณีโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดในโครงการ Safe Zone School ในเขตชายแดนใต้ ยังไม่พอกรณีการก่อสร้างศูนย์ศึกษาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ ปี 2551 ใช้งบไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท

คดีนี้เริ่มต้นขึงขังกันดี แต่มีแนวโน้มแผ่วลงคงเจอตอ มีอีกหลายกรณีที่ไม่สามารถนำมาขยายผลได้ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ เหยื่ออันโอชะของนักโกงกินทั้งหลายเงินรายหัว 100 กว่าล้านในเขตชายแดนใต้ก็กำลังร้อนแรงตามทวงตามเช็ดกันว้าวุ่นไปหมด งานนี้เห็นทีหมอธีระเกียรติต้องหามีดอีกหลายเล่มสำหรับเชือด

นี่ขนาดท่านสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศธ. ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ค่ำไหนนอนนั่นอยู่แรมปี แต่ยังมิวายมีเรื่องฉาวโฉ่ ถึงแม้ว่าคนกลุ่มดังกล่าวมีเพียงน้อยนิดแต่ก็สร้างความเสื่อมเสียได้ ตรงข้ามผู้บริหารดีๆ เก่ง ครูดีๆ เก่งกลับนิ่งเฉยก็มีอีกมาก

จากกรณีข้างต้น เห็นทีกระทรวงศึกษาธิการควรใช้โอกาสนี้ ล้าง หรือบิ๊กคลีนนิ่งครั้งใหญ่ได้แล้ว ตั้งแต่การคัดเลือกผู้บริหารเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ควรดูผลการสอบอย่างเดียวควรดูข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประวัติที่ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม ควรให้อำนาจคณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทในการดูแลตรวจสอบเบื้องต้น ควรกำหนดเวลาในการอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และต่ออายุได้อีก 1 สมัยหรือบริหารดูแลด้วยบอร์ดบริหารที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนชุมชน เป็นต้น อย่าลืมว่าปัญหาทางการศึกษาบุคคลที่ต้องรับผิดชอบเบื้องต้นคือ ผอ.เขต ผู้บริหารโรงเรียน ถ้าปัจจุบัน ผอ.ภาคการศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ถ้าบุคคลเหล่านี้ขาดความรู้ความเข้าใจการจัดการศึกษายุคใหม่แล้ว ก็ยากที่จะถามหาคุณภาพทางการศึกษา

อีก 5-10 ปีข้างหน้าคาดว่าบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ต้องเป็นคนดี คนเก่ง และรู้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล แต่ตรงข้ามผู้บริหารอาจจะหมดความสำคัญลงดังที่แจ็ก หม่า เคยกล่าวว่า ปริญญาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่แสดงว่าคุณได้เรียนอะไรมา แสดงว่าคุณใช้เวลาใช้เงินที่มากน้อยเท่าไหร่ คุณจึงได้มาเท่านั้น แต่ทักษะและความรู้ความสามารถที่อยู่ในตัวคุณอาจจะสำคัญกว่าใบปริญญาก็อาจจะเป็นได้

อยากบอกท่านรัฐมนตรีว่านี่คือโอกาสทองที่ชอบธรรมในการรื้อ ถอน โยก ล้าง โกง กาม ฉ้อฉลในกระทรวงศึกษาธิการ ยิ่งท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาเป็นลำดับต้นๆ มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ก็ถือโอกาสทองของคนในกระทรวงศึกษาธิการ หรือจะยังให้มีลับลวงพรางไปอีก 100 ปีก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

ณรงค์ ขุ้มทอง
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณและโรงเรียนดาวนายร้อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย : สมหมาย ภาษี
บทความถัดไปกลุ่ม We Walk ออกเดินทางมุ่งหน้าขอนแก่น(ชมคลิป)