‘นิชิโนะ’ กุนซือช้างศึกคนใหม่? กับภารกิจท้าทายในระยะเวลาอันสั้น

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกุนซือคนใหม่ของ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย แม้ว่ากระแสข่าวก่อนหน้านี้จะเทไปทาง อากิระ นิชิโนะ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ก็ตาม

เนื่องด้วยข่าวก่อนหน้านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นิชิโนะจะรับงานคุมทัพช้างศึกทั้งชุดใหญ่และชุดยู-23 เพื่อให้การพัฒนาทีมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยตัวนิชิโนะเองเดินทางมาชมเกมการแข่งขันไทยลีก 2 คู่ แถม สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็ออกข่าวเองว่าอดีตกุนซือทีมซามูไรบลูตกปากรับคำที่จะคุมทีมชาติไทยแล้ว

แต่ผ่านมาหลายสัปดาห์ ข่าวจากหลายทางยังสับสน โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุนที่ยังไม่กล้าฟันธงว่านิชิโนะจะมาทำงานที่ไทยจริงหรือไม่ โดยสรุปในเวลานี้คือ โอกาสที่จะเซ็นคุมทัพช้างศึกมีสูง แต่อาจต้องรอเคลียร์งานที่ยังค้างคาที่ญี่ปุ่นให้เรียบร้อยเสียก่อน

ถ้านิชิโนะรับงานคุมทัพช้างศึกจริง ก็จะเป็นกุนซือชาวต่างชาติคนที่ 14 ในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังไทย แต่จะเป็นชาวเอเชียที่ไม่ใช่คนไทยคนแรกกับตำแหน่งนี้ จากที่ผ่านๆ มา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะใช้บริการโค้ชจากฝั่งยุโรปเสียมาก ทั้งเยอรมนี (อาทิ วินฟรีด เชเฟอร์, เดทท์มาร์ คราเมอร์), อังกฤษ (อาทิ ปีเตอร์ วิธ, ไบรอัน ร็อบสัน) รวมถึงคนล่าสุดคือ มิโลวาน ราเยวัช จากเซอร์เบีย ขณะที่โค้ชฝั่งอเมริกาใต้เคยได้มาคุมทีมคนหนึ่งคือ คาร์ลอส โรแบร์โต้ คาร์วัลโญ่ กุนซือชาวบราซิล

สำหรับนิชิโนะ แฟนบอลรุ่นเก่าๆ บางคนพอจำกันได้ เพราะเขาเคยคุมทีมชาติญี่ปุนชุดยู-23 ชุดที่บุกมาถล่ม “ดรีมทีม” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยยับเยิน 5-0 ในศึกปรีโอลิมปิก 1996 ที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ.2538 เป็นการปิดตำนานชุดดรีมทีมที่มีนักเตะอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน, โชคทวี พรหมรัตน์ และมี “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล เป็นผู้จัดการทีม

ส่วนผลงานล่าสุดของกุนซือแดนปลาดิบก่อนหน้านี้คือการพาทีมผ่านเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดยไปปราชัยให้ยอดทีมอย่างเบลเยียมฉิวเฉียด 2-3

เรียกว่าผลงานที่ผ่านๆ มา พอจะการันตีฝีมือได้ว่า นิชิโนะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทีมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนจากโค้ชยุโรปมาฝั่งเอเชียที่คุ้นเคยกับนักเตะที่มีสรีระใกล้เคียงกันบ้างน่าจะดี

อย่างไรก็ตาม สมาคมจะวางใจปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก่อนเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการคงไม่ดี เพราะวันที่ 17 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ก็จะถึงกำหนดเวลาจับสลากแบ่งกลุ่มเตะฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กันแล้ว และแมตช์แรกจะประเดิมเตะกันในวันที่ 5 กันยายน หรืออีกเพียงราวๆ เดือนครึ่งเท่านั้น

นอกจากนั้น ถ้าเป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้คือนิชิโนะจะคุมทีมชาติชุดยู-23 ด้วย ก็จะมีภารกิจลุ้นแชมป์ ซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ปลายปีนี้ รวมถึงศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชียที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า โดยมีเป้าหมายคือการลุ้นโควต้าร่วมแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รออยู่ด้วย

แต่การเปลี่ยนโค้ชอย่างเดียวไม่มีอะไรการันตีว่า ทีมจะยกระดับการเล่นได้อย่างปัจจุบันทันด่วน ช่วงแรกแฟนบอลต้องใจเย็นรอผลงาน และอาจเริ่มต้นจากการพิจารณาระบบและสไตล์การเล่นว่าดีขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มาหรือไม่ก่อน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชญี่ปุ่น ด้วยหลักการวิธีคิดย่อมเน้นวินัยและความเป๊ะ ดูตัวอย่างได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อบ้านเกิดหลังเดินทางกลับจากไทยว่ายังไม่ได้รับงานคุมทีมช้างศึกอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นอุปสรรคด่านแรกในการทำงานสำหรับตัวนิชิโนะเองเลยก็ได้

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งของทีมฟุตบอลบ้านเราที่มักจะได้ยินมานานแสนนาน คือเรื่องวินัยนักเตะทั้งในและนอกสนาม ช่วงที่ได้โค้ชเข้มๆ เน้นตารางฝึกซ้อมหนักๆ หรือคุมเข้มพฤติกรรมการใช้ชีวิตนอกสนาม ก็มักมีข่าวลือว่านักเตะไม่ค่อยแฮปปี้บ้าง ถ้าเลยเถิดไปไกลก็อาจถึงขั้นดื้อเงียบก็เป็นได้

อีกประเด็นที่แฟนบอลนิยมวิจารณ์กันเกี่ยวกับทีมช้างศึกแต่ละยุค คือปัญหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวก ปัญหาลูกรักของโค้ช ซึ่งเท็จจริงเป็นอย่างไร ยากจะพิสูจน์ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า โค้ชบางคนชอบใช้งานนักเตะคนนั้นคนนี้ทั้งที่มีคนที่เหมาะสมกว่าในตำแหน่งนั้นๆ จริงหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือ หากมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีกำลังภายในจากภายนอกซึ่งมีอิทธิพลกับวิธีคิดหรือการปฏิบัติตัวของนักเตะ ย่อมเป็นอุปสรรคในการทำงานของกุนซือทีมชาติไม่มากก็น้อย

การจะเข้ามาคุมทีมชาติไทยโดยอาศัยหลักการและวิธีการแบบญี่ปุ่นจ๋าที่เข้มงวดและเป็นระเบียบตั้งแต่ต้นอาจจะเป็นโจทย์ที่ยากจนเกินไป เพราะถ้านักเตะไม่พร้อมรับหรือหักดิบให้ปรับตัวทันที มีแต่จะเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งภายในได้โดยง่าย แต่ถ้าตึงไปแล้วขาด หย่อนเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะสุดท้ายก็จะลงเอยแบบเดิมๆ แถมตัวโค้ชเองก็อาจจะเซ็งจนไม่อยากจะอยู่ยาวๆ

จึงเป็นโจทย์น่าสนใจสำหรับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยเฉพาะ “เฮงซัง” วิทยา เลาหกุล อุปนายกฝ่ายพัฒนาเทคนิคของสมาคมฯ ว่าจะบาลานซ์การทำงานของนิชิโนะและการปฏิบัติตัวของนักเตะทีมชาติไทยอย่างไรให้สามารถไปต่อโดยมีเป้าหมายที่ความสำเร็จในระยะยาว

ขณะที่นักเตะเองก็ต้องมุ่งมั่นตั้งใจ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และเปิดใจยอมรับแนวทางปฏิบัติถ้าสิ่งที่โค้ชใหม่ปลูกฝังและถ่ายทอดให้นั้นจะเป็นประโยชน์กับทีม โดยมีเป้าหมายหนึ่งเดียวร่วมกันคือความสำเร็จของทีมชาติไทย

เพราะถ้าไปถึงจุดนั้นได้ ไม่ว่าจะนักเตะ โค้ช สมาคม หรือกองเชียร์อย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงแฮปปี้กันทุกฝ่ายทั้งนั้น

บทความก่อนหน้านี้สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนห่วงปัญหาเศรษฐกิจที่สุด อยากให้ รบ.ประยุทธ์ 2 แก้ไขด่วน
บทความถัดไปชายหัวร้อนฆ่าคนงานบ้าน ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ กระถางต้นไม้ทุบหัวดับอนาถหน้าบ้านตลกดัง