ชั ดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทางเดินของ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวไกล” ไม่ใช่เป็นแค่ทางขนานที่หมดโอกาสที่จะมาร่วมมือกัน แต่ยังมีแนวโน้มที่จะปะทะกันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต
แถมเป็นไปในทุกมิติ
ในทางการเมือง “เพื่อไทย” ในนามแกนนำรัฐบาลประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อภารกิจหาข้อสรุปการทำ “ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ปรากฏว่า “ก้าวไกล” ประกาศไม่เข้าร่วมด้วย โดย “เพื่อไทย” แสดงออกชัดเจนว่าไม่แคร์
ขณะที่ “ก้าวไกล” เสนอ “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” คดีการเมือง แต่ “เพื่อไทย” มองว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ในสังคม โดย “ก้าวไกล” ยืนยันที่จะเดินหน้า
การดำเนินภารกิจที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้ภาพว่า “ก้าวไกล” เล่นเกมรุกที่จะปรับโครงสร้างอำนาจอย่างไม่ประนีประนอม เป็นงานเชิง “อุดมคติ” คิดว่า “โครงสร้างอำนาจประเทศ” ควรเป็นอย่างไร ก็จัดการให้ชัดเจนเพื่อเป็นอย่างนั้น ไม่อ้อมค้อมเป็นอื่น ขณะที่ “เพื่อไทย” ยังยึดแนวทางจัดการเท่าที่ “ความเป็นจริง” จะเอื้อให้ทำได้
ขณะที่ “ก้าวไกล” เห็นว่า “รัฐธรรมนูญ” ที่เอื้อให้ “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง” ควรเป็นอย่างไร ก็เดินหน้าเสนอและจัดการให้เป็นอย่างนั้น โดยไม่สนใจว่าจะเกิดการคัดค้านจากใครหรือไม่ อย่างไร
ถือว่าการเสนอความคิดให้ประชาชนได้เห็นว่า “โครงสร้างอำนาจที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์” เป็นอย่างไร เป็นความสำเร็จ หลังจากทำให้ประชาชนเห็นและคิดแล้ว หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น จะจัดการอย่างไรเป็นเรื่องของประชาชน
หากจะให้ “พรรคก้าวไกล” จัดการให้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องเลือก “พรรคก้าวไกล” ให้เป็นรัฐบาลได้โดยไม่มีอุปสรรค
ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” เชื่อในการจัดการในกรอบที่ “เป็นจริงได้” การดำเนินการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปในแนวคิด จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่มีอำนาจกำหนด เป้าหมายอยู่ที่ต้อง “แก้ไขได้สำเร็จ” ไม่ใช่เสนอแล้ว “ไม่ผ่าน”
แม้ที่สุดแล้วหลายเรื่องที่ควรแก้ไขจะไม่ได้รับการเสนอ ก็ต้องยอม ด้วยเห็นว่ายังดีกว่าเสนอไปเต็มสูบแล้วถูกตีตก ทำให้ไม่ได้อะไรขึ้นมา
และเชื่อว่า ความสำเร็จของสิ่งที่ทำได้จากการยอมรับความเป็นจริงนั้น จะเป็นผลงานที่สร้างความเชื่อถือศรัทธาให้ประชาชน แม้จะไม่ใช่ผลงานที่นำไปสู่เป้าหมายร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม
เช่นเดียวกับ “พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่ “ก้าวไกล” เสนอเพื่อสนับสนุนแนวคิด “เคารพความเห็นต่างทางการเมือง” เสนอเพื่อส่งข้อมูลที่ควรจะเป็นให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งเช่นเดียวกันเพื่อรับรู้ว่าหากต้องการให้การจัดการเป็นไปตามความคิด จะต้องเลือก “ก้าวไกล” ให้เป็นผู้บริหารประเทศโดยไม่ติดขัดกับอุปสรรค
แต่ “เพื่อไทย” ไม่เอาด้วยในเรื่องราวที่ประเมินว่าทำแล้วมีแนวโน้มจะพาการเมืองกลับสู่วงจรอุบาทว์ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง และนำสู่การเข้ามาเคลียร์ เพื่อรีสตาร์ต อำนาจโดยกองทัพ ไม่รู้จบรู้สิ้น
ต้องการอาศัยโอกาสในการได้เป็นรัฐบาล สร้างผลงานให้ประชาชนศรัทธา และอาศัยศรัทธาประชาชนจากผลงานเป็นกำแพงให้อิงหลัง ปกป้องให้ทำเรื่องอื่นๆ ต่อไป
การปะทะกันของ 2 กระแสนี้ ไม่ใช่เฉพาะในเวทีการเมืองหลัก อย่างรัฐสภา ในนามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น
แต่ยังลามมาถึงการฟัดกันในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เป็นไปอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างมีทีมที่จะสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายตัว และห้ำหั่นทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้าม
ถึงวันนี้ “ก้าวไกล” กับ “เพื่อไทย” ที่เคยเป็น “พันธมิตรประชาธิปไตย” ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า ได้กลายเป็นคู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้ากันแบบไม่มีทางประนีประนอมแล้ว
และนั่นหมายถึง ความห้ำหั่นกันในมิติอื่น ไม่ว่าจะเป็น “มาตรการแก้ไขเศรษฐกิจ” และ “เยียวยาสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ”
ระหว่างการเดินหน้าสู่ “ที่ควรจะเป็น” อย่างแข็งกร้าว กับ “ทำเท่าที่พอจะทำได้” จะถูกนำเสนอเพื่อให้ตัดสินว่าที่สุดแล้ว
ประชาชนส่วนใหญ่ เลือกแบบไหน
การ์ตอง

