⦁…การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “ดิจิทัลวอลเล็ต” โครงการเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง
ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอภิปรายแบบเรียบๆ เน้นเชิงเนื้อหาสาระมากกว่าเชือดเฉือนด้วยโวหาร ใช้เวลากระชับแค่ 10 ชั่วโมงเศษ เร็วกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 12 ชั่วโมง ที่ประชุมสภา ลงมติรับหลักการไปเรียบร้อยด้วยคะแนน “เห็นด้วย” 297 เสียง “ไม่เห็นด้วย” 164 เสียง จากจำนวนผู้มาลงมติ 461 คน วาระ 2-3 จะพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 31 กรกฎาคม

ลีลาและวาทกรรมของ ส.ส.แต่ละคน ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมีหลายประเด็นน่าสนใจ โดยเฉพาะฝ่ายค้านชี้ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากกู้เพิ่มเติมจะทำให้สัดส่วนการกู้ชดเชยขาดดุลสูงถึง 4.34% ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ ที่แสบๆ คันๆ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย มอตโตประจำตัวว่า “ฝ่ายค้านแบบสร้างสรรค์” อภิปรายร่าง พ.ร.บ.นี้ สุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561ในมาตรา 21 ระบุชัดว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณโดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ และอาจขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณปี 2561 มาตรา 10 ที่ระบุว่างบประมาณประจำปีที่เสนอต่อรัฐสภาอย่างน้อยต้องมีเอกสารประกอบ ซึ่งระบุถึงผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว ทำให้เกิดความ “ย้อนแย้ง” เปรียบเหมือนรถยนต์ที่ล้อหลังวิ่งนำล้อหน้า
สิ่งสำคัญมากกว่านั้น ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2567 มีรายการเดียวที่ตั้งไว้คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและ
สร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจ เป็นที่รู้กันว่าคือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” จำนวนเงิน 122,000 ล้านบาท เข้ามาซ้ำกับรายการงบกลางของปี 2568 แต่เพื่อให้ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ได้เกิดเพื่อช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไม่แย่มากไปกว่านี้ ส.ส.เมืองน้ำดำลูกอีสานเสนอ 3 ทางออกแก่รัฐบาล
ทางออกแรกบริหารจัดการงบประมาณปี 2567 โดยใช้งบกลางที่รัฐบาลกันไว้ 4.3 หมื่นล้านบาทสำหรับดิจิทัลวอลเล็ต รวมกับบริหารงบที่ก่อหนี้ผูกพันไม่ทันจากกระทรวงต่างๆ อีก 5.7 หมื่นล้าน รวมเป็น 100,000 ล้านบาท ทางออกต่อมาคือปรับงบประมาณปี 2568 โดยใช้งบกลาง เพื่อทำดิจิทัลวอลเล็ต 1.527 แสนล้านบาท รวมกับงบในส่วนที่กรรมาธิการวิสามัญปรับลดอีกประมาณ 70,000 ล้านบาท รวมเป็น 2.2 แสนล้านบาท
และทางออกสุดท้ายดึงเงินรายได้แผ่นดินที่รอนำส่งคลังจาก กสทช. 1.32 แสนล้านบาท มาใช้ ซึ่งงบจากทั้ง 3 ส่วนนี้รวมได้ 4.5 แสนล้านบาท ตามที่รัฐบาลต้องการ มีพรายกระซิบว่าทางออกทั้งสามทางของ “ฐากร” นายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” ได้มอบหมายให้ “หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งไปยังรัฐมนตรีช่วยคลัง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ว่า ให้นำคำอภิปรายและทางออกของฐากรไปพิจารณาด้วย แหม…โบราณว่าจิ้งจกทักยังต้องฟัง นี่คนเป็นๆ ทัก จะไม่ฟังได้ยังไง!!
⦁ ⦁ ⦁ ⦁ ⦁ ⦁
⦁…สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นประธานพรรคชาติพัฒนา และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมายาวนานถึง 30 ปี ควงศรีภริยา พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และคณะ ร่วมชม“ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน “นครราชสีมา ต้นทางสยาม ความเป็นไทย” ที่บริเวณกำแพงเมืองเก่าจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการขุดค้นล่าสุดพบโครงกระดูกมนุษย์ แหวนทองคำ และต่างหูทองคำโดย “สุจิตต์” ชี้ให้เห็นว่าเป็นโครงกระดูกของชนชั้นนำหรือหัวหน้าเผ่า ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ฉะนั้น หลักฐานต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่าโคราชมีสถานีการค้าอย่างน้อย 2,000 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังที่ประวัติศาสตร์ราชสำนักบอกไว้ จากนั้นคณะทั้งหมดเดินชมกำแพงเมืองและหลุมขุดภายในอาคาร ไพบูลย์ พฤกษ์พนาเวศ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมา ทำหน้าที่ไกด์กิตติมศักดิ์นำชม
ถึงเวลาอาหารกลางวัน คณะทั้งหมดเดินทางไปที่ห้องประชุมสระบัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา “สุวัจน์” จัดเต็มคาราเบลให้การต้อนรับด้วย “โต๊ะโคราช” ความภาคภูมิใจของชาวโคราช ถือเป็นคู่แข่งโต๊ะจีนนครปฐม ซึ่งอาหารบนโต๊ะล้วนเป็นของขึ้นชื่อในจังหวัด ประกอบด้วยไก่ย่างแสงไทย, ลาบสมพิศ (มิชลินไกด์), ไส้กรอกโคราช, หมี่โคราช, ส้มตำโคราช, ขนมจีนบ้านครูยอด, ทอดมันโคราช แกงเห็ด และข้าวเหนียวนึ่งห่อใบตอง ตบท้ายด้วยผลไม้และขนมถ้วยฟูโบราณอบควันเทียน หอมติดลำคอ ในส่วนของบุคคลที่มาร่วมงานก็ไม่น้อยหน้า นอกจากท่านอธิการบดี ดร.อดิศร เนาวนนท์ และคณาจารย์ มรภ.นครราชสีมา แล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น และบุคคลดังของจังหวัด ตั้งแต่ “กิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.อรรถชัย รักษาศิลป์ ผบ.มทบ.21 “พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์” ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา “สุรวุฒิ เชิดชัย” อดีตนายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมา เอมอร ศรีกงพาน สมาชิกวุฒิสภาใหม่หมาด ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโคราช ทศพร ศรีสมาน ผอ.สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เรียกว่ามากันเกือบทั้งจังหวัด

“สุวัจน์” เป็นตัวแทนกล่าวต้อนรับ และมอบพระพุทธรูป “พระชัยเมืองนครราชสีมา” เป็นสิริมงคลแก่คณะชาวมติชน พร้อมกับฝากเมืองโคราช ว่าขอบคุณ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ที่เห็นความสำคัญและได้ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองโคราช
กำแพงเมืองโคราช เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่ง โดยทางเทศบาลช่วยกันดูแล ไม่เฉพาะกำแพงเมืองโคราช ยังมีโบราณสถานต่างๆ อีกมากมาย นอกจากโบราณสถานแล้ว ยังมี อุทยานธรณีโคราช ซึ่งยูเนสโกรับรองให้เป็นอุทยานธรณีโลกเมื่อปี 2566 จึงถือว่านครราชสีมา เป็นจังหวัดแรกและจังหวัดเดียว
ในประเทศไทยที่มีมรดกโลกของยูเนสโกครบทั้ง 3 โปรแกรม/ (UNESCO
Triple Heritage City) ได้แก่ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อำเภอวังน้ำเขียว มรดกโลกทางธรรมชาติผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ และ อุทยานธรณีโลกโคราช หรือ โคราชจีโอพาร์ค ทั้งสามแห่งนี้เป็นแนวทางการร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการขับเคลื่อนพัฒนาเพื่อให้จังหวัดนครราชสีมาก้าวสู่ศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคและยกระดับการท่องเที่ยวสู่ระดับสากล
คุณอ้อ

