
⦁….ลมหนาวโชยมาแล้ว พร้อมด้วยการหวนคืนเต็มตัวของ “ฝุ่นพีเอ็ม 2.5” ที่รู้กันชัดๆ ว่า “อันตรายมากมายต่อระบบทางเดินหายใจ” ระดับ “เสี่ยงมะเร็ง” ทั้งที่รับทราบกันว่าเหตุจาก “การส่งเสริมปลูกพืชเลี้ยงสัตว์บนภูเขา” ซึ่งทั้งทำลาย “การท่องเที่ยวภาคเหนือ” และ “อุทกภัยโคลนถล่มเมือง” แต่ก็นั่นแหละ! “การเมืองที่ต้นทุนสูงคือความจำเป็น” ทำให้ “รัฐมนตรีที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ” มีปากก็เหมือนไม่มี “มีอำนาจก็เหมือนง่อยเปลี้ย” และ “ประชาชนที่ปล่อยให้พวกเขาคิดว่าตัดสินกาบัตรเลือกตั้งด้วยเงินซื้อเสียง” ก็ต้องรับกรรมไม่รู้จบสิ้นต่อไป
⦁….อีกไม่กี่ชั่วโมง จะรู้กันแล้ว “ประธานาธิบดีสหรัฐ” จะเป็นใคร ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “คามาลา แฮร์ริส” ที่จะสะท้อนชัดเจนจาก “ลีลาและการหาเสียง” คือ “ประชาธิปไตย” ในเกม “ทุนนิยม” การห้ำหั่นเพื่อชัยชนะ มากขึ้นใน “ความโหดเหี้ยม-มุ่งทำลาย” โลกที่เคลื่อนไปด้วยอารมณ์เช่นนี้ของ “ผู้อาสาเป็นผู้นำ” ชี้ให้เห็นอาการน่าใจหายใจคว่ำ ที่ “เมตตา ปรานี น้ำใจแบบนักกีฬา” ดูจะเหือดหายไปเสียหมด จนน่าคิดว่า “โลกแบบนี้” จะ “เหลืออะไรที่น่าอยู่”
⦁….ปลาบปลื้มดีใจกับที่ “ความเป็นแพทองธาร ชินวัตร” เข้าสู่โหมดนำโด่งในผลโพลในฐานะ “นักการเมืองยอดนิยม” ยิ่งด้วยเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ที่ลดลงด้วยแล้ว ยิ่งหัวใจพองโตด้วยฮึกเหิม ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ “ผู้นำจะต้องมีความเชื่อมั่นในเสียงสนับสนุน”
⦁….วิกฤตของประเทศ คือ “สภาวะเศรษฐกิจ” ที่นับวันจะชัดเจนว่า “แบงก์ชาติ” สวนหมัด “รัฐบาล” ทุกเม็ดในมาตรการที่คิดขึ้นมาใช้คลี่คลาย การบริหารประเทศอยู่ในสภาพ “อำนาจรัฐแบ่งเป็น 2 ขั้ว” ปะทะกันเอง ขยับอะไรไม่ได้ ต้องปล่อย “ตามยถากรรม” ถึงวันนี้ชัดเจนว่า การเสนอชื่อ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ “รัฐบาลต้องถอย” อีกรอบ ทั้งที่รู้ว่า “ถอยบ่อย” ยอมกระทบต่อ “ภาวะการนำ” แต่เหมือนจะต้องบอกตัวเองว่า “จะไปทำอะไรได้” เพราะในประเทศที่ดีไซน์ “กติกาและกลไก” ขึ้นมาควบคุมแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่เป็นอยู่ แค่ “เอาตัวรอดไว้ก่อนก็ยังยากเย็น”
⦁….ไม่ว่าจะเป็น “แก้ไขรัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรม-หนี้ครัวเรือน-อื่นๆ” หรือ “การบริหารแบงก์ชาติ” อย่างที่ว่า ทุกเรื่องล้วนมี ต่างเห็นว่า “ควรจะไปทางไหน” “แพทองธาร ชินวัตร” ก็เห็น “พิชัย ชุณหวชิร” ก็เห็น หรือกระทั่ง “รัฐมนตรีสาว-ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” ก็เห็นชัด แต่ถึงที่สุดแล้ว ระหว่างดันให้ “สำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น” กับ “รักษาตัวไว้เพื่อโอกาสในการทำงานต่อไป” ทุกคนต่างรู้ว่า “ควรจะเลือกอะไร” เหมือนๆ กัน
⦁….ผลงานของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ล่าสุดผลักดัน “บอร์ด สปสช.” เทงบทำ “โครงการเสริมสร้างสุขภาพชุมชน และการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” ซึ่งรูปธรรมก็คือซื้อ “เครื่องมือแพทย์ ตรวจเบาหวาน ความดัน และฟอกไต และอื่นๆ” ให้กับ “อสม.ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ” เพื่อประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด ถือเป็นทีเด็ด ที่จะสร้างความชื่นชอบ น้องๆ “30 บาทรักษาทุกโรค”
⦁….การคืนชีวิตปกติให้ประชาชนที่ควรจัดการให้เร็วที่สุดคือ “เคลียร์หนี้ครัวเรือน” ในสภาพ “หนี้เสียในระบบแบงก์มหาศาล” คือ กว่า 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% เทียบกับปีก่อน เป็นหนี้เสียบ้านกว่า 230,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.3% รถยนต์กว่า 259,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.6% บัตรเครดิตกว่า 69,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% แต่ “ทุกแบงก์ยังกำไรอู้ฟู่” เป็นหน้าที่ของใครระหว่าง “พิชัย ชุณหวชิร” กับ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” และที่สำคัญกว่าคือ “ใครต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นกับประเทศ”
ชโลทร





