
⦁….ปักษ์ใต้บ้านเราจมใต้บาดาล ชาวบ้านร้านตลาดเดือดร้อนกันสาหัส ภาพที่ออกมาคราวนี้หนักกว่าครั้งไหน ที่ได้เห็นคือ “รัฐมนตรีทุกกระทรวง” จาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นหัวเรือใหญ่ เดินชนช่วยเหลือเยียวยาในพื้นที่กับ “เครือข่ายรัฐมนตรี” ของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” โดยที่ “ประชาธิปัตย์” เจ้าของพื้นที่ ทั้ง “เลือดใหม่” ที่ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ยืนหัวแถว ทั้ง “เลือดโบราณ” ที่ยังเชื่อบารมี “ชวน หลีกภัย” ภาพที่ออกมากลายเป็น “มวยข้างเวที” เริ่มชัดว่า “เลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า” แผ่นดินใต้ “ใครจะสู้กับใคร”
⦁….หลอมเลือดรักชาติให้แรงกล้า ทุกหน่วยงานความมั่นคง เขม็งตาไปที่ “เมียนมา” พร้อมใจส่งท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณี “เรือประมงไทยถูกยิง” ด้วยเหตุ “จับปลาเลยน่านน้ำตัวเอง” แต่สาระไม่ได้อยู่ที่รุมกันเอ็ดตะโรใส่แต่คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ “ต้องส่งลูกเรือไทยกลับประเทศ” และ “หม่อง” ต้องยอมรับว่า “เรือลาดตระเวนกระทำการเกินกว่าเหตุ” โดยสัญญาว่า“จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก” ถ้าทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ส่งเสียงอยู่ไม่ว่าจะ“ท่านรองภูมิธรรม เวชยชัย” หรือ “ผบ.เหล่าทัพ” คนไทย ตะโกนขู่ไปก็ “ไม่ใช่ผลงาน”
⦁….น่าเป็นสัญญาณที่เข้มขึ้นของ “เกมการเมือง” เมื่อ “พรรคประชาชน” ทั้ง “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “รังสิมันต์ โรม”เริ่มใส่รัฐบาลเต็มๆ ด้วยประเด็นแหลมคมที่ “กระแสต้านนอกสภา”
ใช้เป็นตัวจุดชนวนปลุกประชาชน ไม่ว่าจะเป็น “คนไข้ชั้น 14” และ “MOU44” ซึ่งหากเป็นสมัย “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ไม่น่าจะหยิบขึ้นมาเล่น ให้เป็นการส่งเสริม “เกมนอกสภา” ที่ชัดเจนว่าเจตนาด้อยค่า “นักการเมืองของประชาชน” มาทุกครั้ง
⦁….เมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศเปิดการแสดงเต็มที่ใน “ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.ทั่วประเทศ” ย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่ชวนติดตามยิ่ง เนื่องจากเท่ากับ “พลิกกระแสเลือกตั้งท้องถิ่น” ให้มาเป็น “เกมระดับชาติ” ที่ต้องสู้กันด้วย “อุดมการณ์” และ “ความรู้-ความคิด” ไม่ใช่ “มิ่งมิตรไมตรีบ้านใหญ่อุปถัมภ์” เหมือนที่เคยเป็น ซึ่งน่าจะเข้าทาง “พรรคประชาชน”ซึ่งถนัดในการก่อกระแสสร้าง “ความฝันในโอกาสที่ดีกว่า” อีกไม่นานเกินรอคงได้รู้กันว่า “ใครคิดถูก ใครเดินผิด”
⦁….ด้วยเห็นว่าประเทศไทยเราต้องเผชิญ “ภัยน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ภัยหนาว และอีกสารพัดภัย” กระจายไปทั่วทุกภาค “นายกฯแพทองธาร ชินวัตร”จึงให้ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” มาแถลงบอกประชาชนว่ามีความคิดจะตั้ง
“ศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ” รวมปัญหา เรียกทุกหน่วยงานมาร่วมกันแก้ไข แม้จะเป็นไอเดียที่ไม่ใหม่ แต่ถือว่า “ดี” โดยเฉพาะการระดมงบประมาณ เพียงแต่เกือบ “ทุกวิกฤตของสาธารณภัย” พิสูจน์แล้วว่า “การป้องกันและช่วยเหลือที่ได้ผล” คือ “ทำให้กลไกของท้องถิ่นมีศักยภาพเพียงพอ” ให้เป็น “ศูนย์”
ที่ระดมงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ กระจายไปให้ “ท้องถิ่น” อย่างมียุทธศาสตร์ หากทำได้จริงถือว่า “ยอดเยี่ยม”
⦁….ยังสร้างตำนานไม่หยุดหย่อน จากที่เคยเรียก “ธนบุรี-ปากท่อ” ที่ “สร้างแล้วซ่อมกันไม่รู้เสร็จ” จนเลื่องลือในชื่อ “ถนน 7 ชั่วโคตร” มาวันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “พระราม 2” เปิดประวัติศาสตร์ “ทางลอยฟ้ามหาประลัย”
สิ่งก่อสร้างถล่มมาทับทั้ง “คนงาน” และ “ผู้ใช้รถใช้ถนน” ตาย-เจ็บต่อเนื่องมายาวนาน มีรายงานสถิติในรอบ 6 ปี 2561-2567 “ถล่ม 2,245 ครั้ง ตาย 136 ราย เจ็บ 1,320 คน” สมควรที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ต้องประกาศมาตรการเข้มข้น และควบคุมแบบ “เอาเป็นเอาตาย” ให้รู้กันไปข้าง
⦁….ดีใจด้วยกับ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” ที่กรมราชทัณฑ์ “พักโทษ” ปล่อยจากเรือนจำ ให้ไปรักษา “ความป่วยไข้นอกคุก” เป็นอีกตำนานของ “ประสบการณ์ชีวิตการเมือง” ที่ครอบครัว ญาติมิตรต้องจดจำกันไม่รู้ลืม เป็น “ชะตากรรมที่สะท้อนสารพัดเรื่องราว” ได้ถึงแก่นของ “เกมอำนาจ”
⦁….อีกเรื่องที่น่ายินดีคือ “หนุ่มโต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อาศัยหน้าที่“ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ” ผลักดัน “วิชั่นคนรุ่นใหม่” ฟื้นการศึกษาไทย ให้เป็น “คนรุ่นนี้และรุ่นหน้า กลับมาหวังว่าจะเป็นเครื่องมือสร้างอนาคตได้” แต่มอง “องคาพยพของระบบทั้งหมดแล้ว” ได้แต่อ่อนใจแทนในความตั้งใจดี เรื่องนี้มีคนเสนอวิธีที่ง่ายกว่าคือ “รัฐบาลระดมงบประมาณสักก้อน” หาวิธีรวบรวมเด็กไทย “ส่งไปเรียนต่างประเทศ” อาศัย “ระบบการศึกษาคุณภาพของประเทศพัฒนาแล้ว” ช่วยสร้างคน หวังผลได้มากกว่า
“รื้อระบบเก่า สร้างระบบใหม่ให้การศึกษาไทย” ที่พิสูจน์มายาวนานว่า“สิ้นหวังแล้ว สิ้นหวังอีก”
ชโลทร





