⦁…ผลการประชุม “คณะกรรมการคดีพิเศษ” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่เพิ่งจบลงหมาดๆ และที่ประชุมมีมติ 11 ต่อ 4 เสียง ให้รับคดีฮั้วเลือกตั้งส.ว.เป็นคดีพิเศษในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งพิจารณาตามข้อเสนอของ “คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ” ที่ให้พิจารณาตามฐานความผิดคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่ง “อยู่ในอำนาจของดีเอสไอในการทำคดีอยู่แล้ว” ทั้งนี้ “เสียงส่วนใหญ่-เสียงส่วนน้อย” หรือ “งดออกเสียง” ใครตีกรรเชียงไม่เข้าประชุม ไผเป็นไผ สื่อทุกสำนักจารึกชื่อรายงานกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ที่ “คุณอ้อ” นับถือ ขอแสดงความนับถือน้ำมิตรจิตใจมากที่สุด คือหลังลงมติรับคดี “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ร่วมกัน
แถลงข่าวขนาบข้างขวาคือ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ขอคารวะว่าเธอคือ “ดอกไม้เหล็ก” ลงมติแล้วไม่มีหลบฉาก มายืนแถลงข่าวยืนข้างซ้าย “บิ๊กอ้วน” มาดทรนงองอาจกว่าผู้ชายอกสามศอกอีกหลายคนนะจะบอกให้ เธอชื่อ “พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์” หรือ “นีละโยธิน” เพื่อนๆ พี่ๆ ติดเรียกชื่อเล่นกันมากกว่าชื่อจริงว่า “ปลัดต่าย” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นนางสิงห์ข้ามห้วยมารับตำแหน่งจากรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มานั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 “ปลัดต่าย” จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการอบรมมาหลายหลักสูตร เช่นนักบริหารระดับสูง หรือ นบส.รุ่น 82 หลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐ
ระดับสูง รุ่นที่ 5 ประสบการณ์การทำงาน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายคมนาคม ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและการเมืองการปกครอง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายปกครอง ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตำแหน่งอื่นๆ ในปัจจุบัน ประธานคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ประธานกรรมการสถาบันอนุญาโตตุลาการ กรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 2 กรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรรมการพัฒนาการบริหารยุติธรรมแห่งชาติ กรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สรุป คือเธอสุดยอดกว่าผู้ชายอีกหลายคน ว่างั้นเถอะ
⦁ ⦁ ⦁ ⦁
⦁…ใครมานั่ง รัฐมนตรีพาณิชย์ ในช่วงนี้ก็ ต้องรับบทหนัก เพราะปีนี้ฤดูหนาวยาว พืชผลออกมากมาย มีแนวโน้มว่าจะกระทบราคาขาย ขณะที่ข้าวไทยก็ต้องเผชิญหน้ากับตลาดโลก เมื่ออินเดียนำข้าวออกขาย ทำให้ราคาขายข้าวไทยตกต่ำ งานนี้ พิชัย นริพทะพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีต้องเดินหน้าแก้ไข พลิกกลยุทธ์นานัปการเข้าสู้ ทั้งการช่วยเหลือชาวนาในช่วงระยะสั้น จ่ายให้ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ทำตามที่ชาวนาร้องขอ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน เดินหน้าหาตลาดส่งออก เอาข้าวไปขายแอฟริกา 3.9 แสนตัน และยังเสนอขายที่อื่นๆ อีก เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ล่าสุดแว่วข่าวว่า เวียดนามจะขายข้าวให้ได้ 500 เหรียญต่อตัน หากเป็นเช่นนั้น ข้าวไทยก็มีโอกาสได้รายได้เพิ่มด้วย ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว นอกจากต้องเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ข้าวให้สู้กับประเทศอื่นๆ ได้ ซึ่งพาณิชย์ต้องจับมือกับเกษตรเร่งดำเนินการ พร้อมกันนั้นได้สำรวจพื้นที่ปลูกข้าว จาก 74 ล้านไร่ มี 11 ล้านไร่ที่ปลูกข้าวไม่เวิร์ก จึงปิ๊งไอเดียว่าควรปลูกพืชอื่นที่ทำรายได้มากกว่าข้าว ในจำนวน 11 ล้านไร่ พบว่ามี 4 ล้านไร่อยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีน้ำเยอะไป จึงเสนอว่าน่าจะปลูกพืชชนิดอื่นที่ราคาสูงกว่าข้าว แต่สามารถงอกงามได้มากกว่า แต่ตอนอธิบายต่อสภา มีคนแลเห็นแต่ตัวอย่างคือปลูกกล้วย ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าจะให้ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกข้าวไปเป็นปลูกกล้วย จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นข้อเสนอสำหรับคนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะปลูกข้าว ไม่ได้บังคับชาวนา แล้วพืชที่เหมาะสมก็มีมากกว่ากล้วย เช่นมี มะพร้าวน้ำหอม ปาล์มน้ำมัน และอื่นๆ ชาวนาที่ทำได้จะได้มีเงินเพิ่มพูน เรื่องแบบนี้ต้องทำความเข้าใจต่อเนื่อง เพราะมีเจตนาดี อยากเห็นชาวนามีรายได้เพิ่ม แม้ในระยะอันสั้น ราคาข้าวไทย
อาจจะสะดุดลงอีกเล็กๆ แต่อนาคตถัดไป ด้วยกลไกของกระทรวงพาณิชย์ ราคาข้าวจะสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบัน
คุณอ้อ

