เรียงคนมาเป็นข่าวสเปเชียล : วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2568

24.08.25 | 22:05 น.

⦁…ในห้วงเวลานี้ ถ้าใครพูดถึงตึกของหน่วยงานรัฐแล้วคนฟังรู้สึก “ขำปนเศร้า” คงหนีไม่พ้นตึก สตง.-ตึก SKYY9 ของกองทุนประกันสังคม และตึกสำนักงานปลัดคมนาคม ทั้ง 3 ตึกมีเรื่องราวพิลึกพิลั่นเป็นข่าวดังกระฉ่อนสั่นคลอนภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในการบริหารงานภาครัฐ

อย่างที่รับรู้กันทั่วว่า ตึก “สตง.” มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท พังถล่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม เวลาผ่านมาเกือบ 5 เดือนเต็มๆ อัยการเพิ่งสั่งฟ้อง เปรมชัย กรรณสูต ผู้บริหารอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด กับพวก รวม 23 ราย ฐานความผิดในการออกแบบควบคุมก่อสร้างน่าเศร้าตรงที่ เหตุการณ์ตึกถล่มมีผู้เสียชีวิตถึง 103 คน และเป็นตึกเดียวในประเทศไทยที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมา ห่างกันกว่า 1 พันกิโลเมตร แล้วพังครืนลงมาภายในพริบตา แต่ยังไม่พบว่ามีการสอบสวนเอาผิดกับผู้บริหาร “สตง.” ที่ดูแลรับผิดชอบการใช้งบประมาณและควบคุมก่อสร้างตึก

ทั้งเศร้าทั้งขำระคนกัน ในทันทีที่มีข่าวสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้รับการยกย่องให้เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ประจำปี 2568 ที่ 94.64 คะแนน จากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส หรือ ITA (INTEGRITY AND TRANSPARENCY ASSESSMENT) ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ส่วนกระทรวงแรงงาน มีข่าวอื้อฉาวในการจัดซื้อตึก SKYY9 โดยใช้เงินกองทุนประกันสังคม เฉียด 7 พันล้านบาท ซึ่ง 2 ส.ส.จากพรรคประชาชน “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก และ “เนม” สหัสวัต คุ้มคง โชว์ฝีมือขุดคุ้ยข้อมูลออกมาแฉตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแรงกระทุ้งของ ส.ส.ฝ่ายค้านนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง

รักชนก ศรีนอก

ผลการสอบสวนพบว่า ตึก SKYY9 มีมูลค่าซื้อขายในช่วงเวลาระหว่างปี 2565-2566 ราว 3.4 พันล้านบาท คณะกรรมการลงทุนที่มี บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในเวลานั้นนั่งเป็นประธาน คณะอนุกรรมการลงทุนและคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด เห็นชอบใช้เงินซื้อตึกในราคา 6,900 ล้านบาท และชงเรื่องให้บอร์ดกองทุนประกันสังคมอนุมัติ เวลาล่วงเลยมาถึงห้วงการเปลี่ยนถ่ายอำนาจพรรคภูมิใจไทยสะบัดก้นทิ้งพรรคร่วมรัฐบาล “อิ๊งค์ 2” พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแทน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม มีมติย้าย บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี “พงศ์กวิน” รับว่าเพื่อให้เกิดความโปร่งใสภายในกระทรวงแรงงาน ภายหลังการจัดซื้อตึก SKYY9 ในช่วงปลัดกระทรวงแรงงานเป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อีก 10 วันต่อมา เป็นข่าว “ขำแต่ยิ้มไม่ออก” เมื่อ ป.ป.ช.ประกาศให้รางวัลกระทรวงแรงงานเนื่องจากเป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อน ITA บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ยอดเยี่ยม ด้วยคะแนน 96.62 ประจำปี 2568

Advertisement

“บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์” เข้ารับโล่ ITA Award 2025 ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี พร้อมพาดหัวข่าวในเว็บไซต์กระทรวงฯ “ก.แรงงานสุดปังคว้ารางวัล หน่วยงาน
ที่มีการขับเคลื่อน ITA ยอดเยี่ยม” เฟซบุ๊กกระทรวงแรงงานโพสต์โชว์ความสำเร็จ
เป็นภาพคณะผู้บริหารกระทรวงฯ 1 ในนั้น ได้แก่ “บุญสงค์” ปลัดกระทรวงแรงงาน แฟนคลับ
ในเฟซบุ๊กแสดงความยินดีกันใหญ่ แต่ชาวบ้านเห็นเฟซบุ๊กแล้ว “ไม่ขำไม่ยินดี”

“ตึกสำนักงานปลัดคมนาคม” เป็นอีกตึกของหน่วยงานภาครัฐที่พรรคฝ่ายค้านนำข้อมูลมาแฉระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2569 ว่า ใช้งบมูลค่า 3.8 พันล้านบาท แพงกว่าตึก สตง.พังถล่มถึง 3 เท่าตัว ตึกสำนักงานปลัดคมนาคม มีแผนก่อสร้างในบริเวณใกล้กับสถานีกลางบางซื่อ สูง
22 ชั้น สร้างหรูหราราวกับห้างสรรพสินค้าไฮโซ ห้องประชุม 48 ห้อง บางห้องมีขนาด 300 ที่นั่ง ใหญ่กว่าโรงหนังไอแมกซ์

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซัดเปรี้ยง เป็นการใช้งบแบบล้างผลาญ ส.ส.ฝ่ายค้านซัดกลางที่ประชุมสภา ชาวบ้านฟังคำอภิปรายเรื่องงบตึกนี้ได้แต่ทำหน้าเศร้า

⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁⦁

⦁…ไฟสงคราม ระหว่างไทยกับ “วุ้นเส้น” ที่ชายแดนยังนัวเนียกันไม่เลิก ส่งผลต่อประเทศไทยหลายด้าน หนึ่งในนั้นที่เห็นชัดเจน คือการท่องเที่ยว จากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เคยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดปี 2568 ไม่น้อยกว่า 35.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.77 ล้านล้านบาท แต่เมื่อผ่านไป 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่นับได้มี 19.29 ล้านคน ลดลง 6.35% สร้างรายได้ 8.95 แสนล้านบาท ลดลง 4.22% เท่ากับว่าในห้วง 5 เดือนสุดท้าย (สิงหาคม-ธันวาคม) ของปีนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งเครื่องยนต์ภาคท่องเที่ยวแบบเต็มสูบ เพื่อดึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้อีกถึง 16.21 ล้านคน และสร้างรายได้อีก 8.75 แสนล้านบาท เป็น งานหินยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

อย่างนี้แล้วคนที่ก้นร้อนนั่งไม่ติดเห็นจะไม่พ้น สรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ถึงขั้นผุดไอเดียชง ครม.ขอใช้งบกลาง 700 ล้านบาท ทำโครงการสนับสนุนงบแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ ล็อตแรกรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 200,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย ความหมายคือ รัฐบาลสนับสนุนตั๋วเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศ ที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับรวม 3,500 บาท นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินราคาปกติเข้ามาประเทศไทย ผ่านทางเว็บไซต์ หรือช่องทางของสายการบินโดยตรง ไม่ว่าไทยแอร์เอเชีย, ไทยไลอ้อนแอร์ และการบินไทย หรือผ่านออนไลน์ ทราเวล เอเยนต์ หรือ OTA นักท่องเที่ยวจะได้รับบัตรโดยสารฟรีไป-กลับเส้นทางภายในประเทศ พร้อมน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม

สรวงศ์ เทียนทอง

นักท่องเที่ยว 1 คน จะได้รับสิทธิบัตรโดยสารเครื่องบินเส้นทางในประเทศ 2 ที่นั่ง (ขาไป 1 ที่นั่ง ขากลับ 1 ที่นั่ง) หรือสามารถเลือกใช้บัตรโดยสารเพียง 1 เที่ยวได้ มุ่งเน้นจังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโก และเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศไทย เริ่มใช้ได้ระหว่างเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2568 โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2568 คาดว่าจะเกิดรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 8,814.40 ล้านบาท มูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 21,801 ล้านบาท

รมว.สรวงศ์บอกว่า ได้แนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่น แคมเปญ Free Domestic Flights เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก กระจายไปสู่เมืองรองอื่นๆ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ประกาศให้ปี 2568 เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬากะว่าจะใช้นโยบายนี้เป็นผลงานโชว์ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจทันตาเห็น หากมองในแง่ผลตอบแทนแบบคิดบวก สมุมติรัฐบาลลงทุน 700 ล้านบาท (ตัวเลขที่เสนอ) ถ้านักท่องเที่ยว 200,000 คน ใช้จ่ายเฉลี่ย 40,000 บาท/ทริป เท่ากับ 200,000 คน 40,000 บาท = 8,000 ล้านบาท เท่ากับว่ามีเงินสะพัด 8,000 ล้านบาท ลงทุนไป 700 ล้านบาท ได้รายได้กลับมา 8,000 ล้านบาท ผลตอบแทนเท่ากับ 11 เท่าของงบลงทุน ในเชิงเศรษฐกิจถือว่า “คุ้มค่า”

ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บินเข้าไทย มักจะเลือกลงกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต ถ้ามีสิทธิบินฟรีไปเชียงใหม่ กระบี่ สุโขทัย ขอนแก่น ฯลฯ เขาจะอยาก “เพิ่มจุดหมาย” มากกว่ามาแค่เมืองเดียว เท่ากับว่าโครงการนี้จะช่วยกระจายคนไปเมืองรอง เช่น น่าน แม่ฮ่องสอน ตรัง อุบลฯ เมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่ค่อยไป สิ่งที่ตามมาหมายถึงเงินที่ใช้จ่ายในโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท้องถิ่น ผลลัพธ์คือชาวบ้านในพื้นที่ได้ประโยชน์ตรงๆ ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต

ในเชิงเศรษฐกิจถือว่าเป็นโครงการที่ “คุ้มค่าแน่นอน” แต่ “บริหารจัดการได้ดีพอหรือเปล่า” อย่าให้ถูกมองว่า “เอาเงินล่อ” ต่างชาติมาเที่ยว ขณะที่การจัดการเรื่องกฎหมายกฎระเบียบไม่มีประสิทธิภาพ ระบบสนามบินยังไม่ดีพอ ผ่าน ตม.ยังต้องรอคิว เจ้าหน้าที่บูดบึ้ง แท็กซี่ รถสองแถวโกงค่าโดยสาร ร้านค้าร้านอาหารหลอกฟันราคานักท่องเที่ยว ถนนหนทาง ทางเดินเท้าในแหล่งท่องเที่ยวยังอีเหละเขละขละ ถ้าโปร่งใสจัดการปัญหาเหล่านี้ได้และสื่อสารกับสังคมชัดเจน โครงการนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นแนวทางใช้งบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลลัพธ์อย่างแท้จริง

คุณอ้อ