ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ที่ตกเป็นข่าวคราว เมื่อ กทม.มีแนวคิดยึดมาบริหารเอง
จบอักษรศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1)

จากรั้วจามจุรี และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนฟุลไบรต์และทุนของ Asian Cultural Council
อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เชี่ยวชาญด้านการวิจารณ์การละคร และการแปลบทละคร
อนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมศิลปของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในปี 2560
ประธานคณะกรรมการสรรหาศิลปินศิลปาธร และอนุกรรมการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมประเทศไต้หวัน
เป็นคนไทยรายที่ 3 ที่ได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์สาขาศิลปศาสตร์และอักษรศาสตร์ ชั้นอัศวิน (Chevalier de l’Ordre des Arts et des Lettres) จากกระทรวงวัฒนธรรมและการสื่อสาร ประเทศฝรั่งเศส
ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.หอศิลปวัฒนธรรมฯ มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยมุ่งมั่นสานต่อสิ่งที่ ผอ.คนก่อนๆ กำหนดทิศทางไว้ พร้อมรับผิดชอบการบริหารกิจการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหอศิลป์
2 เดือน หลังนั่งเก้าอี้ ผอ. ก็ต้องรับศึกหนักจากแนวคิดที่ กทม.จะ “ยึดคืน”
ยืนยันว่าหอศิลป์ “ไม่ขาดทุน” พร้อมเผยสถิติผู้เข้าชมในปีที่ผ่านมา 1,700,000 คน
เปิดเผยข้อมูลถึงสัญญาโอนสิทธิที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ.2554 มูลนิธิหอศิลป์มีอำนาจบริหารจัดการถึงปี 2564
ลั่นผ่านสื่อ อยากคุยผู้บริหาร กทม. หวังเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งน่าจะพัฒนาหอศิลป์ให้เป็นไปในทางเดียวกัน
หลัง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ประกาศถอย ผอ.ป้ายแดงมองวิกฤตเป็นโอกาส ในวาระครบรอบ 10 ปี หอศิลป์เดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ เตรียมให้ข้อมูลกับประชาชนว่าที่ผ่านมาบริหารงานอย่างไร และมีกิจกรรมอะไรบ้าง
พร้อมเปิดใจ หอศิลป์ไม่ใช่ของศิลปิน ไม่ใช่ของ กทม. แต่เป็นของประชาชน

