อนุชา เปิด 5 นโยบายกทม. โอนขสมก.คุมเอง ปรับโรงขยะเป็นระบบปิด 100% ไม่หวั่นโพลปชป.เป็นรอง

26.05.26 | 15:31 น.

‘อนุชา’ เปิด 5 นโยบาย กทม. ขอโอน ขสมก.เป็นของกรุงเทพฯ ใช้เอไอปรับการเดินรถ เปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า เพิ่มโรงกำจัดขยะ ขยายบริการสาธารณสุขเมืองกรุง ย้ำ กทม.ยุค ปชป.รับเป็นเจ้าภาพ นำทุกปัญหามาแก้ไข พร้อมสร้างโอกาสให้คนกรุง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 พฤษภาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ แถลงนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” ว่าจากการพูดคุยปัญหาของ ส.ก.เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนพื้นที่ไหนควรต้องทำอะไร สิ่งหนึ่งที่สังเกตและตระหนัก ณ วันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง ขณะที่กรุงเทพฯชั้นนอกมีความต้องการอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น เราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้ที่นโยบายที่เรานำเสนอจากครอบคลุมทุกคน ทุกเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรคส่งผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต เพราะเรายังมีนโยบายเฉพาะแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย

นายอนุชากล่าวต่อว่า นโยบายวันนี้เราจะดูว่าปัญหาอะไรที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ หรืออะไรที่จะสามารถดำเนินการเพื่อตอบสนองทุกคนให้ได้มากที่สุด ถ้าให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์เราจะทำได้มากกว่านี้แน่นอนเบื้องต้นหลังจากพูดคุยกันมาทั้งหมดเราเห็นปัญหาและเราเห็นในสิ่งที่คิดว่าเราสามารถเดินหน้า เพื่อรณรงค์จากนี้ไปเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน

1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก.โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม.โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางเรือตามคลองต่างๆ ด้วยเรื่องไฟฟ้า (EV) ให้กรุงเทพฯเหมือนเวนิสตะวันออกในภูมิภาคนี้ เพื่อใช้เป็นโหมดการเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้า นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วมให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

2.เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน โดยที่ไม่ต้องไปประสานกับหน่วยงานอื่นของรัฐก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที

Advertisement

3.ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ หรือบ้านพักคนชราเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นจะให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาลำดับต้นและรวดเร็ว เช่น การรักษาฟัน ขณะที่จะศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. จะให้ขอความร่วมมือ หรือทำข้อตกลงกับคลินิก เพื่อขยายความรับผิดชอบในพื้นที่ ขณะที่พื้นที่ว่างเปล่าในพื้นที่ กทม. ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ พื้นที่รกร้างว่างเปล่าของเอกชนจะนำมาใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ศิลปะ ให้ศิลปินได้แสดงออก สวนหย่อม สวนกีฬา สวนสาธารณะ

4.มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม.เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม.สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้

นายอนุชากล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในประเด็นกัญชา มีสิ่งที่คิดกันในความรับผิดชอบของ กทม.คือป้ายโฆษณาที่ไม่มีกำกับดูแล ทั้งที่ควรควบคุมเพื่อใช้การแพทย์เท่านั้น ในเรื่องเศรษฐกิจ กทม.จะเปิดกว้าง สนับสนุนให้เกิดเศษฐกิจชุมชนที่ไม่มีความเสี่ยงต่อเยาวชนและสังคม รวมถึงอยู่ตามระเบียบและกฎหมายที่ชัดเจน นอกจากนั้นในพื้นที่รอบนอกของ กทม.ที่เป็นพื้นที่การเกษตร ดังนั้น ตนพร้อมจะสนับสนุน โดยลงพื้นที่และนำมาเป็นนโยบายเพื่อเปิดอย่างต่อเนื่องจนถึงวันสมัคร ทั้งนี้ จะไม่ได้เดินตลาดขอคะแนน แต่ตนและ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.จะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นของประชาชนในแต่ละพื้นที่

นายอนุชากล่าวว่า และ 5.ขณะที่นโยบายความโปร่งใสมาบริหาร กทม. จะใช้แอพลิเคชั่น “ส่องรัฐ” เข้ามาตรวจสอบการทำงานของ กทม. เพื่อจับตาความโปร่งใส นอกจากนั้นจะนำมาพิจารณาเรื่องนอมินีของคนต่างชาติ แม้ไม่ใช่ความรับผิดชอบหลักแต่คือความกังวลของ กทม. ตนจะไม่นิ่งเฉย จะประสานเพื่อตรวจสอบในทุกธุรกิจ และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กทม.ในยุคประชาธิปัตย์จะไม่ฏิเสธความรับผิดชบ แต่จะเป็นเจ้าภาพนำทุกปัญหามาแก้ ไม่ใช่จะดูแลปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องสร้างความหวังและโอกาสให้คน กทม. ทั้งนี้ จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทำ กทม.ให้เป็นเมืองของเรา มีความสะดวก สะอาจ และสบาย รวมถึงมีรายได้ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ” นายอนุชากล่าว

เมื่อถามถึงโพลที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรอง นายอนุชากล่าวว่า เพิ่งเปิดตัวและอาจจะยังไม่ถึงประชาชนว่าตนเป็นตัวแทนพรรค ต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อให้คน กทม. ทราบว่ามีตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต รวมถึงลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อนำเสนอ ดังนั้น ต้องทำการบ้านและทำหน้าที่หนักมากขึ้น

“เหลืออีก 30 วัน จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ ตอบไม่ได้ว่าคน กทม.จะไว้วางใจหรือไม่ เพราะต่างโพลต่างผลลัพทธ์ การสำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งพิจารณา แต่คน กทม.ดูความมุ่งมั่น ผู้สมัคร นโยบายด้วย ไม่ใช่ดูแค่โพลเท่านั้น” นายอนุชากล่าว