มาร์ค ควงอนุชา ช่วยส.ก.พระนคร ลุยหาเสียงตรอกหม้อ งงเจอยกไวรัลดัง แซวใส่เสื้อดำ

30.05.26 | 10:29 น.

“อภิสิทธิ์“ ควง ”อนุชา“ ลุยตลาดตรอกหม้อ ช่วยผู้สมัคร สก.หาเสียง งงหนัก! เจอยกไวรัลดัง แซวใส่เสื้อดำ ทำนักข่าวต้องช่วยเฉลยให้ ด้าน แม่ค้า-พ่อค้า สะท้อนปัญหาขายของบนทางเท้า 

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล นางการดี เลียวไพโรจน์ และ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วย น.ส.นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก.เขตพระนคร หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยทุกคนส่วนใหญ่ต่างใส่เสื้อสีดำหาเสียง ทำให้มีประชาชนแซว “เสื้อดำเด้าหน่อย” ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ทำให้นายอภิสิทธิ์ และนายอนุชา ยังรู้สึกไม่เข้าใจในช่วงแรก เนื่องจากยังไม่รู้ถึงกระแสดังกล่าว ก่อนที่จะรู้หลังผู้สื่อข่าวบอก ทำให้นายอภิสิทธิ์หัวเราะ ส่วนนายอนุชากับนายสกลธีได้ชวนกันออกสเต็ปเพียงเล็กน้อย ขณะที่นางการดีบอกว่า ขอไปซ้อมก่อน

ทั้งนี้ บรรยากาศการหาเสียง ต่างมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูป และบอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่อยากให้แก้ไขในเรื่องของการค้าขาย และจุดจอดรถยนต์

นายอนุชากล่าวหลังลงพื้นที่ว่า เสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในพื้นที่ต้องการให้การจัดระเบียบตลาดและทางเท้า ซึ่งเรื่องสตรีทฟู้ด ประชาชนมีความกังวลว่า กรุงเทพมหานครจะไม่ให้ขายของบนทางเท้า ซึ่งความจริงตนคิดว่า เรื่องของสตรีทฟู้ด กับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในพื้นที่ต่างๆ โดยลักษณะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ที่มีการเดินบนทางเท้าแคบๆ ก็ต้องเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันในตรอกซอกซอย เช่น ตลาดตรอกหม้อ ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการสัญจร และเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ ซึ่งมาซื้อของเป็นประจำ โดยไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย

นายอนุชากล่าวต่อว่า ระหว่างเดินตลาด ตนก็ได้เจอกับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลาง ชาวอาเซียน รวมถึงชาวยุโรป ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันได้กับกรุงเทพฯ ระหว่างผู้ค้ากับผู้ซื้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้เคร่งเกินไป เพราะสามารถตรวจสอบกันได้ว่าใครเป็นเจ้าของแผงตัวจริง และอนาคตอาจจะนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น QR Code มาตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของแผงตัวจริงหรือไม่ เพราะปัญหาคือการเช่าช่วงกันต่อ และไม่ใช่เฉพาะตลาดเล็กๆ แต่ตลาดใหญ่ๆ ก็เห็นว่ามีการเช่าช่วงต่อกัน ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการ

Advertisement

นายอนุชากล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ เรื่องการสัญจร ซึ่งวันนี้ตนและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์จะไปสำรวจเส้นทางของเรือไฟฟ้าในคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งจะใช้ระบบ Feeder หรือส่วนต่อขยาย เพื่อจะนำไปเชื่อมกับคลองต่างๆ เช่น คลองลาดพร้าว หรือคลองภาษีเจริญ ที่จะนำเรือไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้คนสัญจรไปเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะหลัก ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดินและใต้ดิน ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากชุมชนที่ลงพื้นที่ ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์แต่ละพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในลักษณะของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น และเมื่อไปถึงจุดนั้น แล้วจุดต่อไปจะเดินทางไปที่ไหนต่อ มีอะไรอร่อย มีอะไรน่าไปสักการะ ไปเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ เพราะสัญลักษณ์ที่เป็นเมืองเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ ซึ่งถือจะเป็นไฮไลต์ และทั้งหมดนี้ กทม.สามารถทำเองได้ ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

นอกจากนี้ การลงพื้นที่วันนี้ยังมีประชาชน หรือแฟนคลับ เข้ามาพูดคุย สอบถาม และพร้อมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ กทม.อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการสนับสนุนระดับภาค

เมื่อถามว่า ภายหลังจับได้หมายเลข 5 และจากการลงพื้นที่ใน 2 วันที่ผ่านมากระแสดีขึ้นหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ถือว่าดี ตอนนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจำได้แต่หมายเลข แต่ยังจำชื่อได้แล้ว และอยากให้แต่ละพื้นที่จำชื่อผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคแต่ละเขตด้วย และนอกจากจำหมายเลข 5 ของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ได้แล้ว ต้องจำหมายเลขของผู้สมัคร ส.ก.ด้วย จึงอยากจะฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากที่ตนเองลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ส.ก. ตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่พ่อค้าแม่ค้าก็ได้มีการพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง ก็จะต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมัน ที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ การเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอมาโดยตลอด