จับตา ปชป. ‘เปลี่ยนเกียร์’ แต่เครื่องยังไม่แรง? ในสนามแข่งผู้ว่าฯกทม.
เป็นมูฟเมนต์ที่หลายฝ่ายจับตามาพักใหญ่ หลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบ๊กบ้านสีฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจัดว่าทำฟอร์มดี มีซีนเด่น เอ่ยวาทะที่หยิบมาโควตในหน้าสื่อจากการเมืองภาพใหญ่
ขณะที่สนามกรุงเทพมหานคร ก็เคียงคู่ ผู้สมัครเบอร์ 5 อนุชา บูรพชัยศรี ที่อาสาลุยงานให้ชาวกรุง รันแคมเปญ ‘กรุงเทพเมืองฟ้าอมร and more’ ดันนโยบายหลัก 5 ด้านยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง
ต่อกรณีผลโพลของสถาบันพระปกเกล้าที่เผยว่า พบว่าแฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์ หันไปเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 9 อภิสิทธิ์ตอบสื่อ โดยเชื่อว่าจะ ‘เปลี่ยน (ใจ) ได้’ ไม่ว่าจะตัดสินใจแล้ว หรือกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ
ย้ำชัดว่า จะเดินหน้าสุดกำลังในเวลาที่เหลือ ทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯและทีม ส.ก.ของพรรค โดยมีหลายสิ่งอยากจะนำเสนอให้เห็นถึง ‘ความแตกต่าง’ อาทิ เรื่องกัญชา, เรื่องการเอาที่รกร้างว่างเปล่าที่คนใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินมาทำประโยชน์ หรือเรื่องการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มข้น เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสนใจ ที่ทางพรรคประกาศไว้ตั้งแต่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่โรงงานยาสูบก่อนผู้ว่าฯคนที่ 17 จะลาออก และก่อนการเปิดรับสมัครชิงผู้ว่าฯ-ส.ก. นั่นคือการประกาศ ‘เปลี่ยนเกียร์’ ครั้งสำคัญจาก ‘การพูด’ ไปสู่ ‘การลงมือทำจริง’ ขีดเส้นใต้ ไฮไลต์ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือเอไอ ในงาน “AI Demo Day: Bangkok Builders Edition” เพื่อประกาศศักดา ว่ากรุงเทพฯกำลังเป็น ‘ผู้กำหนดทิศทาง’ ในการแข่งขัน AI โลก
ในวันนั้นอภิสิทธิ์กล่าวเปิดงานเป็นภาษาอังกฤษ ความว่า ค่อนข้างภาคภูมิใจที่ประเทศไทยสามารถปรับตัว เปิดรับเทคโนโลยีได้อย่างเท่าทัน ไทยค่อนข้างมีความเข้มแข็งในด้านอินฟราสตรักเจอร์ที่จะรองรับเทคโนโลยี แต่แน่นอนว่าเรายังไม่สามารถสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีเพื่อประเทศได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องเปลี่ยน
โดยมีผู้พัฒนาเอไอมากมายที่เข้ามาร่วมซัพพอร์ต เราจึงสามารถที่จะเป็น AI Hub ได้ในภูมิภาค ซึ่งการใช้สถานที่อย่างโรงงานยาสูบแห่งนี้ คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือ
“เรามักโฟกัสที่ซอฟต์พาวเวอร์ ไทยคัลเจอร์ ไทยฟู้ด ในทำนองที่ว่า มีเรื่องจะไปขายกับทั่วโลก แต่ความจริงหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ คือ ‘ความน่าอยู่’ ของกรุงเทพฯ และไทยแลนด์ คือสถานที่ที่ดึงดูด บางส่วนมาก็เพื่อพักผ่อนและทำงาน แล้วทำไมเราไม่สร้างกรุงเทพฯให้เป็น AI Hub ที่เชื่อมโยงงาน สถานแวดล้อมที่ดี และให้เราได้เอ็นจอยความเป็นกรุงเทพมหานคร” นายอภิสิทธิ์กล่าว


พอยต์คือ The role (บทบาท) ของรัฐบาล ควรเป็นเหมือนเพื่อนบ้าน (Nabour) นั่นจึงทำให้เมืองไทยเป็นสถานที่ที่ ‘อยากไป’ ซึ่งเราสามารถโชว์ Protential และทำให้เกิดขึ้นจริง ให้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ และเราคือส่วนหนึ่งใน Journey นี้” อภิสิทธิ์กล่าวในวันนั้น
ตัดภาพกลับมายังการหาเสียงที่ตลาดสัมมากรเมื่อ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา อนุชา เบอร์ 5 ย้ำถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ โดยมองว่าศักยภาพของตลาดดังกล่าวซึ่งเป็นตลาดเอกชน สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดอื่นๆ ของ กทม. โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยระบุว่า แพลตฟอร์มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกเหนือจากการประมวลผลต่างๆ แล้ว จะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย
“เวลาเปิดแอพพลิเคชั่นจะเห็นเลยว่าตลาดสัมมากรมีจุดเด่นอะไร และ Top 10 ร้านที่คนซื้อมากที่สุดคืออะไร เพราะเราสามารถลิงก์ระบบเข้ากับการสแกนจ่ายเงินได้ ทำให้สามารถจัดอันดับแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละสัปดาห์ว่าใครมาซื้อของร้านอะไร อะไรคือสิ่งที่คนมาจับจ่ายใช้สอยเยอะที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลมาประมวลผลได้ในทุกๆ เรื่อง” อนุชากล่าว


แน่นอนว่า ไอเดียแนวนี้ ทันสมัย ถูกใจคน และเป็นจริงได้ แต่หากไปถามประชาชนคนกรุงเทพฯในเวลานี้ อาจยังไม่ได้มี ‘ภาพจำ’ ในแนวนโยบายนี้ของพรรคเท่าที่ควร
ขณะที่ผลโพล ‘โค้งแรก’ จากสถาบันพระปกเกล้า ชี้ว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่เคยมีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า 3 ตัวเต็ง น่าจะได้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน และ อนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์
มิหนำซ้ำ ยังตกไปอยู่ถึงลำดับที่ 7 ตามหลังแม้กระทั่ง คมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13 ซึ่งแม้เปิดตัวชิงผู้ว่าฯคนแรกๆ แต่แทบไม่เคลื่อนไหวใดๆ กระทั่งช่วงใกล้วันสมัคร
ชี้ชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่ ปชป.ต้องเร่งเครื่องให้เต็มแรง เหยียบคันเร่งให้มิด เพื่อพิชิตเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชน ไม่ว่าผลในวันที่ 28 มิถุนายนจะออกมาเป็นเช่นไร

