โค้งแรกชิงผู้ว่าฯกทม.
งัดจุดแข็ง-แก้เกมดิสเครดิต
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 เขต หลังปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้สมัครชิงพ่อเมืองเสาชิงช้า 18 คน แบ่งเป็น สังกัดพรรค 3 คน กลุ่มการเมือง 1 คน และอิสระ 14 คน ได้แก่ หมายเลข 1 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) หมายเลข 2 นายสมัย ละเลิศ (อิสระ) หมายเลข 3 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) หมายเลข 4 นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) หมายเลข 5 นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) หมายเลข 6 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ (อิสระ) หมายเลข 7 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) หมายเลข 8 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (อิสระ)
หมายเลข 9 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) หมายเลข 10 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) หมายเลข 11 นายประยูร ครองยศ (อิสระ) หมายเลข 12 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) หมายเลข 13 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) หมายเลข 14 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) หมายเลข 15 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล (อิสระ) หมายเลข 16 น.ส.ศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) หมายเลข 17 น.ส.ลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) และหมายเลข 18 นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ)
ในส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต มีผู้สมัครรวม 258 คน เขตที่มีจำนวนผู้สมัครแข่งขันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เขตคลองสามวา จำนวน 10 คน รองลงมาคือ เขตคันนายาว จำนวน 9 คน, เขตภาษีเจริญ จำนวน 9 คน, เขตยานนาวา จำนวน 8 คน และเขตพญาไท จำนวน 7 คน ตามลำดับ
จากผลโพลของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจเรื่อง “ผู้ว่าฯกทม.อิสระหรือสังกัดพรรค” สอบถามประชาชน ระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พบว่า ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
ส่วนแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัคร ส.ก. ผลโพลพบว่า ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
นั่นเป็นเพียงเสียงสะท้อนของคนกรุงในช่วงโค้งแรก สื่อสารผ่านการผลโพลที่มีแนวโน้มจะเลือกผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก. แต่นับจากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.และผู้สมัคร ส.ก. ทั้งแบบสังกัดพรรค และแบบอิสระ ยังมีเวลานำเสนอนโยบายที่เป็นจุดแข็งในการพัฒนากรุงเทพฯในเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ละเลยการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง
โดยเฉพาะการหาเสียงในช่วงโค้งแรก บรรดาผู้สมัครที่นักวิเคราะห์การเมืองและสำนักโพลโฟกัสที่อยู่ในข่ายจะได้รับการเลือกตั้ง ทั้ง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” นอกจากมีจุดแข็งการเป็นอดีตผู้ว่าฯกทม. และมีผลงานในการแก้ปัญหารากฝอยให้กับคนกรุงในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการดิสเครดิตของอดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) อย่าง “จิรายุ ห่วงทรัพย์” และ “คริส โปตระนันทน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ที่เปิดประเด็นให้สังคมร่วมตรวจสอบ “ระบอบอากง” ที่เชื่อมโยงกับคณะทำงานเบื้องหลังของ “ชัชชาติ” ถึงความไม่โปร่งการบริหาร กทม.ในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ข้อกล่าวหาว่ามีการเรียกเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่ กทม. จน “ชัชชาติ” ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหา พร้อมกับท้าให้ตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรม
ส่วน “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรค ปชน. เบอร์ 10 นอกจากจะชูจุดแข็งด้วยการทำงานเป็นทีมกับว่าที่รองผู้ว่าฯและว่าที่ ส.ก.ของพรรค ปชน. ผ่านชุดนโยบายกรุงเทพ 4 ง่าย ได้แก่ เลี้ยงครอบครัวง่าย ค้าขายง่าย เดินทางง่าย และใช้ชีวิตง่าย แม้จะได้เสียงตอบรับจากฐานเสียงของผู้ที่เลือกพรรค ปชน.ที่ได้ ส.ส.กทม.มาทั้ง 30 ที่นั่ง แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.อาจต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพราะด้วยบริบทการเลือกตั้งท้องถิ่น อาจจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งใหญ่
อีกทั้งเมื่อมีการเปิดตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 มาเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม. พรรค ปชน. แต่ถูกกระแสตีกลับจากผู้สนับสนุนพรรค ปชน.บางฝ่ายที่ยังติดใจกับบทบาทและจุดยืนทางการเมืองในอดีตของ “สุรพล นิติไกรพจน์” จนแกนนำพรรค ปชน.อย่าง “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรค ปชน. ต้องออกมาชี้แจงในภาพรวมว่าชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่างอย่างนายสุรพล นิติไกรพจน์ ให้มาเดินร่วมทางด้วยกับพรรค ปชน.
เช่นเดียวกับ “ชัยวัฒน์” ต้องออกโรงชี้แจงว่า ฟีดแบ๊กน่าจะมีทั้ง 2 ด้าน กลุ่มคนที่อาจจะไม่ค่อยเห็นด้วย ก็อาจจะมองในอดีตของ อ.สุรพล ก็ต้องบอกว่า งานการเมืองของพรรคประชาชน ตั้งแต่อนาคตใหม่ มาเป็นก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน จุดมุ่งหมายคืออยากเปลี่ยนคนที่เห็นต่างจากเรา ให้เห็นด้วยกับเรา เป็นผู้สนับสนุนเรา ผลักดันวาระทางสังคม ให้ประเทศเป็นสังคมที่ก้าวหน้า เป็นหลักการและเป้าหมายที่เราทำมาตลอด
อ.สุรพลก็เป็นอีกหลายๆ คนที่ในอดีตอาจจะมีบทบาททำงานเกี่ยวกับตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ทำให้มีภาพแบบนั้น เป็นภาพที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เมื่อรับรู้ถึงผลร้ายของรัฐประหารก็เปลี่ยนแปลงความคิด ตอนนี้ก็มาสนับสนุนพรรคประชาชน สนับสนุนเราตั้งแต่เป็นพรรคก้าวไกล ตั้งแต่มีคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่กล้ามาเป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกล พรรค ปชน.น้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และความรู้สึกของประชาชน แต่มีหน้าที่ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจ
อีก 22 วันนับจากนี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และผู้สมัคร ส.ก. ยังมีเวลานำเสนอนโยบายและกลยุทธ์หมัดเด็ดเพื่อเรียกคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาว กทม. 4,507,523 คน ใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง ยังมีเวลาแก้เกม ขจัดจุดอ่อนในประเด็นที่จะดิสเครดิตฉุดคะแนน ก่อนเข้าคูหากาบัตรวันที่ 28 มิถุนายนนี้

