เสียงนักธุรกิจถึง (ว่าที่) นายกเมืองพัทยา
ชงโจทย์ใหญ่สอดรับการเติบโตเมือง
ท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) หลังปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ชิงนายกด้วยกัน 5 คน ได้แก่ หมายเลข 1 นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร หมายเลข 2 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หมายเลข 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ หมายเลข 4 นายสุไอนี เจริญสุข และ หมายเลข 5 ดร.อิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว
ผู้ชิงทั้ง 5 กำลังขับเคี่ยวเร่งฝีเท้าเดินเคาะประตูบ้านชูวิสัยทัศน์บริหารงานมืออาชีพ รับฟังปัญหาชาวบ้านในพื้นที่กันอย่างเข้มข้นไม่มีแผ่ว
แน่นอนว่าตอนนี้ทุกคนกำลังลุ้นแบบใจหายใจคว่ำว่า นายกเมืองพัทยาคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารเมืองพัทยา นำทิศทางเศรษฐกิจ ปากท้องของชาวเมืองพัทยาให้มีความรุดหน้าขึ้น พร้อมแก้ปัญหาโครงสร้างของเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีรายได้มหาศาล
หลายภาคส่วนต่างฝากความหวังใหญ่ไว้ที่นายกเมืองพัทยา โดยภาคเอกชนสะท้อนเสียงฉายภาพสารพัดปัญหาฝากโจทย์ใหญ่ถึงว่าที่นายกคนใหม่ เริ่มที่ น.ส.ชุติมา จิระมงคล นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี เสนอ 4 โจทย์ใหญ่ถึงว่าที่นายกเมืองพัทยา ชูสื่อสารทันสมัย เศรษฐกิจสีเขียว รู้เท่าทันมิจฉาชีพ การศึกษาเพื่อทุกวัย
น.ส.ชุติมากล่าวว่า เสนอแนวทางพัฒนาเมืองต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาคนใหม่ โดยเน้นการยกระดับระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และการสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้กับทุกช่วงวัย
ในส่วนประเด็นสำคัญที่อยากเห็นผู้บริหารเมืองพัทยาชุดใหม่ผลักดันหลังการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา หนึ่งในจุดอ่อนที่พบมาอย่างต่อเนื่องในทุกยุคสมัย คือเรื่องการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลของเมือง ทั้งนี้เมืองพัทยามีประชากรและนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่มอายุ รวมถึงชาวต่างชาติ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการรับข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงควรมีช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ทั้งในภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมองว่าผู้บริหารเมืองควรเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยควรส่งเสริมนโยบายที่เชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงกฎหมายด้าน Climate Change ที่กำลังได้รับความสำคัญในระดับสากล
ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านปากท้อง สุขภาพ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันประชาชนทุกช่วงวัยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเผชิญความเสี่ยงจากมิจฉาชีพออนไลน์หรือสแกมเมอร์มากขึ้น
น.ส.ชุติมากล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เมืองพัทยาควรมีบทบาทในการสร้างความรู้และความตระหนักรู้ด้านภัยไซเบอร์ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมผลักดันแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ผ่านการจัดการศึกษาและองค์ความรู้ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้พัฒนาทักษะและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
ด้านนายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนพัทยา ฝากการบ้านถึงนายกเมืองคนใหม่ ดันขยายเวลาเปิดสถานบริการถึง 06.00 น. พร้อมทบทวนโซนนิ่งให้สอดรับการเติบโตเมือง
นางลิซ่า ลำพึง แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา กล่าวว่า เสนอแนวทางพัฒนาเมืองท่องเที่ยวต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาคนใหม่ โดยหวังให้เป็นผู้บริหารที่เข้าใจผู้ประกอบการ สามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการขยายเวลาเปิดสถานบริการถึง 06.00 น. และทบทวนพื้นที่โซนนิ่งให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองเป็นความคาดหวังต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาคนใหม่ อยากเห็นผู้บริหารที่มีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ สามารถรับฟังข้อเสนอแนะ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการสามารถประสานงานและส่งต่อปัญหาต่างๆ ไปยังผู้บริหารเมืองได้อย่างต่อเนื่อง จึงคาดหวังว่านายกเมืองพัทยาคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรายใด จะสามารถสานต่อความร่วมมือดังกล่าว เพื่อให้การพัฒนาเมืองและภาคการท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างไม่สะดุด
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการผลักดันมาตรการด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายเวลาเปิดให้บริการสถานบริการในเมืองพัทยาจากปัจจุบันที่สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. เป็น 06.00 น. เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและเพิ่มความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
อีกประเด็นสำคัญคือ การทบทวนและปรับปรุงพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากเมืองพัทยามีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กฎหมายและการกำหนดพื้นที่บางส่วนถูกกำหนดขึ้นมานานแล้ว อาจไม่สอดคล้องกับบริบทของเมืองในปัจจุบัน
อยากให้ภาครัฐและผู้บริหารเมืองพัทยาชุดใหม่ร่วมกันผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและขยายพื้นที่โซนนิ่งในบางจุดที่มีศักยภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่อยู่นอกเขตสถานบริการเดิมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันจะส่งผลดีต่อการจัดระเบียบเมืองและการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระยะยาว
ภาคเอกชนประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกพรรคหรือผู้นำ แต่คือการตัดสินทิศทางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเมืองพัทยาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เสียงสะท้อนทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เมืองพัทยาต้องการพ่อเมืองที่เข้าใจปัญหา และความต้องการของผู้ประกอบการ รับฟังและร่วมกันทำงานกับภาคเอกชนได้ พัฒนาพาเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวเดินต่ออย่างมั่นคง
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้สมัคร “นายกเมืองพัทยา” ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ที่เข้าใจบริบทของเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก มากกว่านโยบายหาเสียงเพียงอย่างเดียว
ทีมข่าวภูมิภาค

