ผอ.กทม. รวมตัวแสดงพลัง โต้ลั่นซื้อขายตำแหน่ง-เต้าไต่ จ่อแจ้งความ ยันไม่ใช่ฟ้องปิดปาก
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่หน้าห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม. มีการรวมตัวของผอ.เขต กทม. จากกรณีจะแสดงพลังเพื่อฟ้องร้องกลับข้อกล่าวหาแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม
ต่อมา นายเรืองศักดิ์ สายสิงห์ทอง ผู้อำนวยการเขตประเวศ นายศักดิ์ชัย ศิริวรรณ ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี นายศักดิเทพ เกียรติพิชญา ผู้อำนวยการเขตบางเขน ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายคริส โปตระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยอ้างว่ากระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต มีพฤติการณ์ใช้เส้นสาย รวมถึงมีการจ่ายเงินสูงถึง 4 ล้านบาท ว่า ตนและข้าราชการในระดับผู้อำนวยการเขตมีความตกใจต่อกระแสข่าวดังกล่าวอย่างมาก ในหลักการหากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเป็นธรรม ประชาชนและทุกภาคส่วนย่อมสามารถพึงกระทำได้ตามสิทธิ์
แต่ในข้อเท็จจริงขอยืนยันว่า กระบวนการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตของกรุงเทพมหานครเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โดยพิจารณาจากความรู้ ประสบการณ์ ค่าน้ำหนักผลงาน คุณวุฒิ ความเหมาะสมของตัวบุคคลเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตต้องใช้เงินสูงถึง 4 ล้านบาทในการเข้าสู่ตำแหน่งจริงหรือไม่ นายเรืองศักดิ์ ยืนยันว่า กระบวนการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในทุกครั้ง มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ตั้งแต่การประกาศรับสมัคร การยื่นใบสมัครอย่างเป็นทางการ ตลอดจนมีคณะกรรมการกลั่นกรองคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ ก่อนจะเสนอเรื่องให้ผู้ว่าฯกทม.ลงนามอนุมัติตามลำดับ ขั้นตอนทั้งหมดจึงเป็นไปตามระบบระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด ยืนยันว่าไม่มีการนำเงินมาแทรกแซงหรือซื้อขายตำแหน่งอย่างเด็ดขาด
สำหรับความเสียหายทางกฎหมายที่เกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 คนนั้น นายเรืองศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาในข้อกฎหมายอย่างละเอียด หากพบว่าเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อรักษาสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนข้อสังเกตที่ว่าการแจ้งความกลับอาจถูกมองเป็นการ ฟ้องปิดปาก หรือไม่นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคล แต่ในมุมของผู้ได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฎหมายในการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเอง
ขณะที่ข้อกล่าวอ้างเรื่องพฤติกรรมความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการใช้เต้าไต่ นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในระบบราชการของกทม.ยอมรับว่าข้าราชการฝ่ายประจำทุกคนย่อมได้รับผลกระทบทางจิตใจจากข่าวดังกล่าว
นายเรืองศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การเดินทางมาให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนในวันนี้เป็นการพบกันโดยบังเอิญ หลังเสร็จสิ้นการประชุมหัวหน้าหน่วยงาน ที่มีการประชุมและประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามปกติ ไม่ได้มีการนัดหมายกันเป็นพิเศษ และตนไม่ได้มาในฐานะตัวแทนของใคร แต่เป็นการออกมาชี้แจงในฐานะผู้รักษากฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในกลุ่มผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต ได้มีการพูดคุยหารือกันจริงถึงแนวทางการรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ หากฝ่ายการเมืองมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นจริง ก็ควรดำเนินการตามช่องทางที่ถูกต้อง เช่น การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
ไม่ใช่การกล่าวหาลอยๆ
นายเรืองศักดิ์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ข้าราชการกรุงเทพมหานครทุกคนมีคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) คอยควบคุมกำกับดูแลระบบบริหารงานบุคคลอย่างเป็นธรรม
ส่วนกรณี ระบบอากง ตามที่มีกระแสข่าว ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงและไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ ในฐานะข้าราชการประจำ มีหน้าที่ต้องขับเคลื่อนงานและปฏิบัติตามนโยบายของทุกพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหาร โดยพร้อมวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และที่ผ่านมาไม่เคยมีกลุ่มทุนหรืออำนาจใดๆ เข้ามาแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำได้

