เท้ง ยันตั้งสุรพลเหมาะสมแล้ว รับเคยทาบลงผู้ว่าฯกทม.จริง เข้าใจนักวิชาการถล่ม ย้ำโจทย์เอาชนะระบอบน้ำเงิน

5.06.26 | 11:18 น.

‘เท้ง’ ขออนุญาตไม่ขยายความเพิ่ม ปมตั้ง ‘สุรพล’ นั่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯกทม. ปัดตอบทบทวนหรือไม่ บอกเหมาะสมแล้ว ชี้ ‘สุรพล’ ไม่มีบทบาทตัดสินใจเรื่องการเมือง รับเคยทาบทามลงบชิงตำแหน่งผู้ว่าฯจริง ลั่นเข้าใจ ‘ปวิน-นักวิชาการ’ ถล่มยับ ยกเหตุผลต้องการชนะระบอบสีน้ำเงิน แจงใครจะไปรู้ 8 ก.พ. ผลเลือกตั้งจะออกมาแบบนี้ หลังถูกถามพรรคส้มเป็นคนสร้างเองหรือไม่ เหตุยกมือโหวต ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ สมัย MOA ไม่กังวล ‘ปิยบุตร’ โพสต์เดือด เพราะไม่ได้ขัดหลักการพรรค

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 5 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสไม่พอใจการเทียบเชิญนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่าตนหรือตัวแทนพรรค เช่น นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค หรือนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. ก็อธิบายไปหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะขอขยายเพิ่มเติม รวมถึงนายสุรพลก็ได้มีการออกสื่อและอธิบายตัวเองไประดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น ในประเด็นนี้ขออนุญาตไม่ขยายอะไรเพิ่มเติมดีกว่า

เมื่อถามว่า จะชี้แจงอย่างไรเมื่อนายสุรพลระบุว่าตนยังไม่เปลี่ยนหลักการ ทำให้คนมองว่าการรัฐประหารยังเป็นจุดยืนของนายสุรพลอยู่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ยืนหลักของตนและพรรคประชาชนดีกว่า หลักของเราคือไม่เห็นด้วยกับปฏิวัติรัฐประหาร แต่หลักการของเราคือต้องการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนหลักของแต่ละคนที่จะเข้ามร่วมเดินทางกับเรา อาจจะมีหลักส่วนใหญ่ที่มองเห็นตรงกัน เช่น อยากให้บ้านเมืองนี้ดีขึ้น การเมืองในประเทศดีขึ้น แต่อาจะมีวิธีการบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง คิดว่าอาจจะเป็นเฉดทางการเมืองที่แต่ละคนจะเข้ามาร่วมกระบวนการนี้ได้เหมือนกัน แต่จะอยู่วงในหรือวงนอกก็แตกต่างกันไป เช่น บทบาทของนายสุรพลเอง ก็มีบทบาทในการที่เราจะเชิญมาให้คำปรึกษาเรื่องการบริหาร กทม. หากได้ติดตามการออกรายการของนายสุรพลก็จะเห็นว่ามีการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร กทม.ได้ค่อนข้างดี และมีหลายมุมที่เป็นแง่คิดที่ดี

“ในส่วนของจุดยืนทางการเมืองต่างๆ อาจจะไม่ต้องมีหลักหรือเห็นตรงกันทั้งหมด แต่บทบาทของนายสุรพลเองก็ไม่ได้มีส่วนตัดสินใจในการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร น่าจะทำงานร่วมกันได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามย้ำว่า พรรคประชาชนค้านเรื่องการทำรัฐประการมาโดยตลอด แต่จุดยืนของนายสุรพลไม่เปลี่ยน จะทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ต้องมองกลับไปในอดีตว่าการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง และขณะนั้นก็มีการแบ่งคนในสังคมที่มีความเห็นต่างออกมาเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างมีความขัดแย้ง ดังนั้น หากเราต้องการทำให้ประเทศไทย การเมืองไทยและสังคมดีกว่านี้ ตนและพรรคประชาชนคิดถึงบริบทในปัจจุบันคือผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ ถูกผูกขาดอยู่กับคนเพียงแค่ไม่กี่กลุ่ม เราไม่สามารถเอาชนะคนไม่กี่กลุ่ม กลุ่มคนจำนวนน้อยในสังคมที่ถืออำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ บางคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยจ๋าๆ ในอดีต หากเราต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงิน ระบอบการเมืองผูกขาดเช่นนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนคนที่เคยเห็นต่างมากๆในสังคม ถือเป็นโจทย์สำคัญมากกว่า

Advertisement

เมื่อถามว่า จะเป็นการผลักมวลชนของพรรคออกไปหรือไม่ รวมถึงนักวิชาการ เช่น นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตและผู้ลี้ภัยทางการเมือง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เข้าใจและเห็นการสื่อสารของนายปวิน รวมถึงนักวิชาการหลายคนที่อาจจะนิยามตัวเองว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตยและมีความไม่สบายใจที่นายสุรพลมาร่วมงานกับพรรคประชาชนในครั้งนี้ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโจทย์ของพวกเราคือต้องการเอาชนะระบอบสีน้ำเงินที่ผูกขาด ฉะนั้น เราจึงต้องขยายแนวร่วมและต้องเปิดกว้างโดยที่ตัวเราเองไม่เสียตัวตน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเป็นผู้สร้างระบอบสีน้ำเงินขึ้นมาเองจากเหตุการณ์ MOA นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อาจจะต้องขออนุญาตตั้งคำถามกลับว่า ณ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะเป็นอย่างไร เราก็เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งมีการโยกย้ายข้าราชการ ประเด็นที่บอกว่าช่วยสีน้ำเงินด้วย รวมถึงวันที่มีการเลือกตั้งก็มีกระบวนการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส ฉะนั้น ในเรื่องผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าได้ และการตัดวินใจของพรรคประชาชนในวันนั้น การโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA ก็เพื่อเปิดประตูสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ สุดท้ายการที่จะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นก็ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า จะยังตรวจสอบเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีการมองกันว่าพรรคประชาชนตรวจสอบแค่เชิงสัญลักษณ์ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนนั้นยังตรวจสอบอยู่ เช่น เรื่องที่ดินเขากระโดง ขณะนี้ก็ยังมีสมาชิกของพรรครวบรวมข้อมูลหลักฐานและเดินหน้าตรวจสอบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแค่เราพยายามใช้ช่องทางที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมมากที่สุด

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าหรือไม่ เพราะแสดงความเห็นค่อนข้างเดือด นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตรออกมาโพสต์ ส่วนตัวไม่ได้มีข้อกังวลอะไร ไม่ได้ขัดต่อหลักการการทำงานของพวกเรา เข้าใจดีว่าอาจมีคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยที่นายสุรพลมาร่วมทำงานกับเราหรือตั้งคำถามถึงกระบวนการการเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่พวกตนน้อมรับ และพยายามจะสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น

ถามย้ำว่า ได้คุยกับนายปิยบุตรคิดว่าอาจเป็นเพราะความกดดันหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้คุยเป็นปกติ แต่ไม่ได้คุยในกรณีนี้เป็นพิเศษ อย่างที่บอกว่านายปิยบุตรเองก็เป็นอาจารย์หนึ่งคนที่ตนชื่นชมและให้ความเคารพ มีการขอคำปรึกษาและให้คำปรึกษาอย่างเป็นระยะ

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์เองกดดันหรือไม่กับกระแสโจมตีมาที่พรรคตอนนี้ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรียกว่าเข้าใจดีกว่า เข้าใจข้อวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ตนรวมถึงเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน ทุกคนก็เดินหน้าทำงานเต็มที่ และเข้าใจดีว่าในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจมีบางช่วงเวลาที่ตนและเพื่อนหลายคนรู้สึกผิดหวังต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เราคงไม่ได้คาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่คงไม่ได้จมปลักอยู่กับความผิดหวังนั้นตลอดไป และไม่ได้ทำงานอยู่บนความสิ้นหวังอย่างเดียว เรายังขับเคลื่อนงานในสภาหลายอย่าง

เมื่อถามว่า จะไม่มีการทบทวนบทบาทการทำงานของนายสุรพลในพรรคใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า บทบาทของนายสุรพลที่อยู่ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของกรุงเทพมหานครก็เป็นบทบาทที่เหมาะสม เพราะไม่ได้มีบทบาทอื่นที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น ตัดสินใจการเมืองสำคัญๆ ให้กับพรรค นายสุรพลเองก็มีคนมีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครค่อนข้างดี คิดว่าตำแหน่งปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีคนในพรรคมองว่าทำตำแหน่งอื่นก็ได้ที่มาตามกระบวนการของพรรค เพราะเหมือนข้ามคนที่เคยทำงาน และเอาคนที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกันมาทำงาน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นกระบวนการที่ภายในพรรคเองต้องมีการปรับให้ดีขึ้น ยอมรับในจุดนั้น แต่อยากให้เข้าใจว่าบุคคลที่เราจะทาบทามหรือชวนให้มาทำงานร่วมกัน บางทีก็อาจมีข้อจำกัดที่เหมือนหรือแตกต่างกัน บางคนกว่าที่จะกล้าประกาศตัวออกมาว่ามาร่วมทำงานกับพรรคสีส้ม เขาก็อาจจะต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะมีต้นทุนเยอะแตกต่างกันไป ซึ่งเราพยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดกว้างมากที่สุด ไม่ได้จงใจปกปิด แต่ต้องตอบโจทย์คนที่มาร่วมเดินทางกับเราด้วยเป็นสิ่งที่เราต้องหาสมดุลในจุดนี้

เมื่อถามว่า นายสุรพลเคยได้รับเชิญลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาชนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นเรื่องจริง แต่จุดสำคัญของพรรคประชาชนคือพยายามเฟ้นหาแคนดิเดตที่มีประสบการณ์และมีความรู้เชิงลึก เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้ว่าฯกทม.จะเป็นใคร สิ่งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เคยทำมา ในการทำให้ระบบราชการดีขึ้นแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ทุกคนคงทำต่อ ไม่มีใครไปล้างสิ่งที่นายชัชชาติเคยทำ แต่สิ่งที่คนกรุงเทพฯคู่ควรมากกว่านี้และทำให้ใช้ชีวิตง่ายกว่านี้คือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาสาธารณสุขใบส่งตัว หรือปัญหาการจัดการขยะ หลายอย่างอาจต้องการทีมบริหารอีกแบบหนึ่ง ที่มีจุดยืนแข็งทำงานประสานกัน กล้าชนในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง