วิวาทะ‘ระบอบอากง’ ไปให้สุด จะหยุดที่ตรงไหน?

6.06.26 | 12:10 น.

วิวาทะ‘ระบอบอากง’ ไปให้สุด จะหยุดที่ตรงไหน?

เรียกได้ว่า เป็นประเด็นที่ทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ‘เสียอาการ’

แน่นอนว่า จะเป็นประเด็นใดไปไม่ได้ นอกจากกรณี ‘ระบบอากง’ หรือ ‘ระบอบอากง’ ศัพท์บัญญัติใหม่นอกพจนานุกรม ที่พาดพิงถึง ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษา กุนซือผู้ใกล้ชิดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 17 ในวันนั้น และผู้สมัครผู้ว่าฯ เบอร์ 9 ในวันนี้

จากจุดเริ่มต้นที่การเปิดประเด็น ‘เสี่ย ป.’ ‘เสี่ย ต.’ ‘ดอกเตอร์ ด.’ ของ จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย โดยกล่าวหาว่าเป็นที่มาของการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทั้งยังใช้คำที่ชัชชาติเอ่ยว่า ‘รับไม่ได้’ แม้ไม่ได้ระบุว่าเป็นถ้อยคำใด แต่เชื่อว่า น่าจะหมายถึงวลี ‘เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย’

กระทั่ง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช หรือ ‘บิ๊กหยม’ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12 ขยี้ปมระบอบอากง เป็นระบบความไม่โปร่งใส ซึ่ง คริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจจะแถลงข่าวเปิดโปงรายละเอียด ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องของตลาดจตุจักร และอีกมากมาย รวมถึงการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ โดยระบุด้วยว่า ระบอบอากง ดังมาก! แต่ไม่มีใครกล้าพูด เหมือนเป็นคนกลางในการดีลหลังบ้าน อะไรก็ต้องผ่านคนนี้ตนไม่ได้อยากกล่าวร้ายอะไร แต่ก็ต้องถูกพูดถึงขอไม่ต้องโกรธกัน ในฐานะผู้สมัคร ก็ต้องติดตามดูผลงานผู้ว่าฯคนก่อนหน้า

Advertisement

งานนี้ สื่อจ่อไมค์ถามชัชชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ได้คำตอบย้ำชัดว่า ‘ระบอบอากง ไม่มีจริง’ ขออย่าใส่คำให้มีสีสัน ยืนยันว่าการโยกย้าย มาจากความสามารถเป็นหลัก

“ไม่เคยทราบและไม่เคยเป็นนโยบาย ไม่เคยสั่ง ไม่รู้ไปโดนใครหลอกมาหรือไม่ แต่ไม่มี” อดีตผู้ว่าฯหมาดๆ อธิบาย แถมด้วยการวิเคราะห์ต่อไปว่า เหตุที่ ‘พี่ต่อ’ ตกเป็นเป้า เพราะเป็นประธานที่ปรึกษาของตน

แม้ตอบคำถามด้วยความขึงขังในบางช่วงบางตอน อย่างที่สื่อมวลชนและผู้คนไม่คุ้นชิน แต่เปิดใจว่า ‘ไม่โกรธ’ จิรายุ แค่ ‘เสียดาย’ ว่าทำไมไม่แจ้งตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นผู้ว่าฯ แต่กลับมาทำเอาตอนใกล้เลือกตั้ง แต่ก็พร้อมชี้แจง และ ‘ขอข้อมูลด้วย’

ทั้งยังรอดูหลักฐานของคริสว่าจะมีอะไรมาโชว์ โดยยินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบอยู่แล้ว

แม้ตอบด้วยสไตล์ไม่ขยายดราม่า ทว่า เรื่องก็ยังไม่จบง่ายๆ เพราะจิรายุเจ้าเก่า ยังรัวสเตตัสผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ความโดยสังเขปว่า ผอ.เขต กทม.ทั้งหมด ถูก ‘อากง’ สั่งให้ไปแสดงพลังที่ กทม.1 ห้องเจ้าพระยา ว่าไม่ได้รับเงิน ไม่ได้ทุจริต

แน่นอนว่า ต้องมีวาทะยั่วล้อให้แสบคัน

‘เห้ยฤดูฝนแล้ว ทำไมลื้อดูร้อน แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง’ คือประโยคทิ้งท้ายในโซเชียลมีเดีย

เหตุการณ์ที่ว่านี้ มาจากการที่เหล่า ผอ.เขตต่างๆ ส่วนหนึ่งนัดหมายรวมตัวที่ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า หารือการฟ้องร้องกลับข้อกล่าวหาแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม โดย เรืองศักดิ์ สายสิงห์ทอง ผู้อำนวยการเขตประเวศ เป็นตัวแทนกล่าวยืนยันว่า กระบวนการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขตของกรุงเทพมหานครเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โดยพิจารณาจากความรู้ ประสบการณ์ ค่าน้ำหนักผลงาน คุณวุฒิ และความเหมาะสมของตัวบุคคลเป็นสำคัญ

ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อชัชชาติ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่หมายแรกของวัน ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน เดินตลาดเสรีมาร์เก็ต เดอะไนน์ พระราม 9 อ้อนชาวเขตสวนหลวง ‘มติชน’ รุกถามถึงกรณีดังกล่าว ได้คำตอบว่า

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม ผมเป็นประชาชนคนธรรมดา บอกแล้วว่าห้ามมายุ่งเกี่ยวกันทั้งสิ้นเลย มันเป็นสิทธิของเขา”

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ‘อากง’ สั่งการโดยอ้างทำนองว่ามีคลิปเสียงด้วยนั้น ชัชชาติเผยว่า ย้ำกับทีมงานว่า ‘ห้ามยุ่ง’

“เราก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวหรือสั่งการอะไร เราดูเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรา ว่ามีอะไรไหมที่เราจะชี้แจง ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร แล้วก็ย้ำกับทีมงานเลยนะว่า อย่าไปยุ่ง ห้ามยุ่ง ห้ามไปสั่งการทั้งสิ้นเลย เพราะเราไม่มีอำนาจ ก็แล้วแต่เขาเลย เราก็เคารพ เพราะ ผอ.เขต ก็เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีความคิด มีวิจารณญาณที่ทำได้” ชัชชาติตอบกระชับก่อนลุยหาเสียงต่อไป

ย้อนกลับไปในถ้อยคำของ ‘บิ๊กหยม’ ที่ว่า ‘ระบอบอากง ดังมาก แต่ไม่มีใครกล้าพูด’ ถือว่ามีร่องรอยของข้อเท็จจริงในแง่ที่ว่า ข้อกล่าวหานี้ เป็นที่โจษจันกันในหมู่บุคลากรบางกลุ่มของกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของ ‘มุขปาฐะ’ ที่บอกเล่าในบทสนทนาปากต่อปากในวงข้าว

ทั้งในรูปแบบลายลักษณ์อักษรบางช่วงบางตอนของข้อเขียนขนาดยาวที่มีมือดีนำไปเผยแพร่ในกรุ๊ปเฟซบุ๊ก
‘บุคลากรกรุงเทพมหานคร’ ที่มีสมาชิกเฉียด 7 หมื่น

แถมเลือกโพสต์ห้วงเวลานาทีทองในช่วงใกล้เลือกตั้ง

แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลดังกล่าวคือความจริงแต่ก็กลายเป็นเรื่องส่อบานปลายชวนให้จับตา และไม่ว่าสุดท้ายจะมีหลักฐานใดมาสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือไม่ ก็กลายเป็นเรื่องกวนใจ เขย่าบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯรอบนี้ ซึ่งเดิมทีเชื่อกันว่าจะไม่หวือหวา ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ ก็พลิกผันกลับกลายเป็นหนังดราม่าเบาๆ

ส่วนตอนจบจะหักมุม หรือแฮปปี้เอนดิ้ง เชื่อว่าไม่ใช่แค่ชาวกรุง แต่คนไทยทั้งประเทศก็ร่วมจ้องจอแบบไม่กะพริบตา