ชัชชาติ ไม่โกรธศุภณัฐ ย้ำชัด ‘ไม่มีรอดยกแก๊ง’ เห็น 3 ข้อดีในเรื่องร้าย – ชี้ ได้ทำงานกับ ‘3 ป.’ เห็นช่องทางปรับ อนาคตตรวจสอบเข้ม ทั้ง ‘ขรก.-ตั้งงบฯ แพงเวอร์’
จากกรณี นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีทุจริตเครื่องออกกำลังกายกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกทม. พบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย แบ่งเป็น 20 ราย ไม่มีความผิด และอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน จนสังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง นั้น
เมื่อเวลา 12.20 น. ที่อาคาร 2 ชั้น 2 ห้อง Glowfish conference hall 1 อาคารสาธรธานี 2 เขตบางรัก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ ตั้งโต๊ะชี้แจงรายละเอียด
นายชัชชาติกล่าวว่า ถามว่าตนโกรธหรือไม่ ไม่โกรธ มองเป็นเรื่องดี เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อดีคือ ‘เราพูดกันเรื่องทุจริตเยอะขึ้น’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เฉพาะ กทม.แต่ยังรวมถึงของประเทศไทย ขอให้เรื่องนี้มีกระแสต่อเนื่องไปถึงช่วงหลังเลือกตั้งด้วย
สำหรับ กรณีเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งมีประเด็นมาตั้งแต่ปี 2567 ต้องสรุปก่อนว่า คดียังไม่จบ
“ไม่มีรอดยกแก๊ง กระบวนการของ กทม.เองก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) สั่งให้ ทบทวนผลการลงโทษ คือประการแรก”

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ประการที่ 2 ซึ่งตอนที่ตนได้ออกจากตำแหน่ง ยังไม่มีข้อยุติ คือ การหาค่าชดเชยความผิดฐานละเมิด ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังไม่จบ
ประการที่ 3 เรื่อง ป.ป.ช.ก็ยังดำเนินการอยู่ เมื่อมีเรื่อง เราก็ยื่นให้ตรวจสอบทันที ซึ่ง ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่มีพลังกว่าเราเยอะ ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆ
“ในส่วน กทม.เราสอบเฉพาะประเด็น ‘วินัย’ ผมว่าถ้ามาช่วยกันดูจะเห็นว่า มีปัญหาในกระบวนการอยู่ ซึ่งผมว่าเป็นปัญหาที่ทุกหน่วยราชการมี และเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมา ซึ่งจากเหตุการณ์นี้นำมาสู่การปรับปรุงในหลายกระบวนการ
ทันทีที่ทราบข่าว เราก็ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเข้าใจว่ามี 7 โครงการ โดยหลังจากสอบพบว่า ‘มีมูล’ จึงให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง 33 ราย”
“ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการสอบถึง ‘ระดับรองปลัด และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ทำให้สำนักงบประมาณเอง ถือว่าสั่นไหว เพราะไม่เคยมี
มันก็มีการตั้งคณะกรรมการ ใช้เวลานานเนื่องจากอยู่ในช่วงเกษียณ มีการเปลี่ยนตัว ซึ่งหน่วยราชการหลายๆ หน่วยใช้เวลาค่อนข้างนาน ถึงแม้จะมีกรอบกำกับอยู่ แต่ก็ ‘ไปสั่งให้เขาสรุปไม่ได้’ เพราะกรรมการบอกว่าเวลายังไม่พอ แต่สรุปแล้วรอบแรกก็มีการแจ้งผลออกมา อาจจะ มีข้าราชการบางส่วน ซึ่งไปไม่ถึงจริงๆ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการบางส่วนที่มีการลงโทษ” นายชัชชาติเผย
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ในส่วนที่ตนรับผิดชอบ เมื่อข้าราชการบางส่วนไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องให้ความเป็นธรรม แต่ส่วนที่สอบแล้วมีความผิด ก็ได้สั่งการให้สอบให้ละเอียดขึ้น เพราะเห็นว่า ยังลงโทษไม่ได้รุนแรงพอ
“ดังนั้น ผมเอง ไม่ได้รับคำที่ให้นะ หลังจากนั้นก็วนกลับไปอีก แต่คราวนี้เป็นเรื่องของทางปลัดฯ เป็นหลัก เพราะคนที่เหลืออยู่เป็นอำนาจของปลัดแต่งตั้ง กรรมการฯ ก็ได้ให้คำตัดสินยืนยันมาอีกที แต่ไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ ก็มีการตัดเงินเดือนที่อยู่ในเนื้อข่าว แต่น่าจะมากกว่า 12-13 คน ซึ่งส่วนนี้เป็นอำนาจของปลัดในการสั่งตัดเงินเดือนแล้ว
ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเข้า คณะกรรมการ ก.ก. ที่มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ ผู้ว่าฯ เองไม่มีสิทธิ ให้ไปลงโทษอะไร ต้องให้คณะกรรมการ กก.พิจารณา” นายชัชชาติกล่าว และว่า
กล่าวคือ มี 3 หน่วย คือ 1.ผู้บริหารกทม. ผู้ว่าฯ ปลัดกทม. 2. คณะกรรมการสอบวินัย และ 3.คณะกรรมการ ก.ก. ซึ่งมีคนนอกผู้เชี่ยวชาญอยู่หลายด้าน โดยตอนนี้เรื่องอยู่ที่ ก.ก. ซึ่งมีความเห็นว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ’ จึงสั่งให้สอบสวนใหม่ ซึ่งสุดท้ายการที่จะลงโทษหนักขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ก.ก. ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิ หลายคน หลายด้านอยู่ในนั้น
“สรุปว่าเรื่องก็ยังไม่ได้ยุติ แล้วเรื่องการปรับ 600 บาท ก็เป็นการปรับไปก่อน เพราะถือว่ามีคำสั่ง มีโทษมาแล้ว ทั้งปลัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบข้าราชการที่โดนลงโทษ ก็สั่งปรับไปก่อนเพราะถือว่า มีกรรมการสอบมา แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ ดำเนินการอยู่”
ผมไม่ได้เห็นชอบกับคำสั่งการลงโทษนี้ คือเราเห็นว่ามันดูไม่รุนแรงพอ ก็เลยสั่งให้กรรมการสอบใหม่ แต่ผมไปสั่งกรรมการเองไม่ได้ เพราะระบบราชการ ต้องให้มี Check and balance ไม่อย่างนั้นผู้ว่าจะไปสั่งปลัดฯ สั่งลงโทษคนหมด ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด

เราให้แนวทางเพียงอย่างเดียว คือ ‘ขอให้ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตอบประชาชนได้’ แต่การไปกำหนดให้กรรมการ ทำงานอย่างไร ก็ขอให้เป็นอิสระของเขา ผมไม่ได้ไปอนุมัติ คำว่าเห็นชอบ คือ ‘เห็นชอบให้เอาเรื่องเข้าสู่ ก.ก. ในการพิจารณาขั้นสุดท้าย’ แต่เรื่องเนื้อโทษ ก.ก. จะเป็นผู้พิจารณาอีกที ซึ่งตอนนี้ก็คงรออยู่” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า มีเรื่องดีๆ 3 เรื่องที่เกิดขึ้นจากเรื่องที่ไม่ดีนี้ เรื่องแรกคือ ทำให้เราทำงานกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เข้มข้นขึ้น เรามีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสำหรับทำงานร่วมกัน
“ดังนั้น กรณีนี้เมื่อมีเรื่องนี้ปุ๊บ เราส่งให้ ป.ป.ช.เลย เพราะเรารู้ว่าเขามีอำนาจกว่าเราอยู่ในการตรวจการฮั้ว เส้นทางการเงิน เพราะมีอำนาจแค่การตรวจวินัย ว่าเสนอราคาถูกระเบียบไหม” นายชัชชาติกล่าว
เรื่องดีที่ 2 เรามีการปรับกระบวนการเนื่องจากสำนักงบประมาณที่ผ่านมาในอดีตนั้น การเสนองบฯ บางทีใช้เอกสารแผ่นเดียว เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ทำให้เกิดการปรับกระบวนการในการเสนองบฯ ที่ต้องมีรายละเอียด มีความเข้มข้น
“ดังนั้นโครงการที่จะตั้งราคาแพงๆ เวอร์ๆ ผมว่าน้อยลงมาก”
เรื่องดีที่ 3 คือการปรับกระบวนการสอบสวนทางวินัย ให้มีความรัดกลุ่ม รอบคอบมากขึ้น และรวดเร็วมากขึ้น
“ปัจจุบันเราเห็นเรื่องที่ทำเป็นปีถึง 2 ปี ว่าสอบไม่เสร็จ บังคับเขาไม่ได้ ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม ก็จะมีกระบวนการที่จะเร่งรัดตรงนี้ภายใน 1 ปี รวมถึงมีกระบวนการที่จะนำขึ้นออนไลน์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ การลงโทษเป็นส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่อย่างที่บอก อาจจะติดเรื่องกรอบเวลาอยู่ ซึ่งยังไม่สิ้นสุด เรื่องใหญ่คือ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นอีกในอนาคต” นายชัชชาติกล่าว



