“อนุชา” ย้ำ 5 นโยบายหลักพลิกโฉม กรุงเทพฯ หากได้เป็นผู้ว่าฯกทม.ทุกอย่างต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก ทั้งทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน ด้วยแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” แก้ปัญหาน้ำท่วม-จรจร
วันที่ 9 มิถุนายน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ประกาศความพร้อมในการเป็น เจ้าภาพ แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯ ว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า “นอกเหนืออำนาจ กทม.” อีกต่อไป ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”
นายอนุชา กล่าวต่อว่า ส่วนโครงสร้างพื้นฐานและการจราจร ซึ่งได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆ จนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง พร้อมผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม. และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์ เน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด
สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา กล่าวว่า กทม. ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด และเดินหน้าขยายเครือข่าย “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย
นายอนุชา กล่าวด้วยว่า ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ PM 2.5 ตนมีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยกทม. จะเข้าไประงับใบอนุญาตไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษทันที รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับให้รถบรรทุกวัสดุทุกคันต้องมีผ้าใบคลุมมิดชิด และเตรียมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฝุ่นผ่าน SMS ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือประชาชน โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชัน
นายอนุชา กล่าวถึงเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ว่า ส่วยและค่าปากถุง ต้องไม่มี การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที
ส่วนปัญหาตึกร้างของรัฐกว่า 24 แห่งที่ผู้รับเหมาทิ้งงานจากปัญหาต้นทุน นายอนุชา กล่าวว่า ตนมีแนวทางแก้ปัญหาในฐานะอดีตนักธุรกิจ โดยจะนำภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สาบัน(กกร. )เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อหาจุดสมดุลในการปรับแก้สัญญาหรือชดเชยต้นทุนวัสดุ เพื่อให้โครงการของรัฐสามารถเดินหน้าต่อไปได้และไม่เป็นภาระของบ้านเมือง
“ผมขอฝากถึงชาวกรุงเทพฯว่า นโยบายทั้ง 5 ด้าน จะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากผมได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภากทม.ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ และจากนี้ไป กทม.จะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้ง เราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่อง เรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้” นายอนุชา กล่าว

