ทวิดา ยัน ชนทุจริต ‘เร็วกว่าราชการทั่วไป’ ชัชชาติ ลั่น ‘ไปให้สุดซอย’ ถ้าคนในทีมไม่สุจริต พร้อมไล่ออก

9.06.26 | 17:56 น.

ทวิดา ยัน อดีตผู้ว่าฯ ชนทุจริต ‘เร็วกว่าราชการทั่วไป’ ปีครึ่งคืบหน้า – ชัชชาติ ลั่น ‘ต้องไปให้สุดซอย’ พร้อมขยายผล ไล่ออก ถ้าคนในทีมไม่สุจริต – ป.ป.ช.ชี้มูลว่าผิดหนัก

จากกรณี นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีทุจริตเครื่องออกกำลังกายกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกทม. พบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย แบ่งเป็น 20 ราย ไม่มีความผิด และอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน จนสังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง นั้น

เมื่อเวลา 12.20 น. ที่อาคาร 2 ชั้น 2 ห้อง Glowfish conference hall 1 อาคารสาธรธานี 2 เขตบางรัก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมด้วย อดีตรองผู้ว่าฯ ชุดเดิม อาทิ น.ส.ทวิดา กมลเวชช, นายจักกพันธุ์ ผิวงาม และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ ร่วมชี้แจงกรณีดังกล่าว

ในตอนหนึ่ง นายชัชชาติยังกล่าวด้วยว่า การจะเข้าไปสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนลงโทษแบบใดแบบหนึ่งโดยตรง ทำไม่ได้ เพราะระบบราชการต้องมีคณะกรรมการและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส

อยู่ดีๆ ผมจะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอาจจะอยากไล่ออกนะ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีกระบวนการที่ต้องมีกรรมการอยู่ ต้องดูทั้งสองฝั่ง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง

Advertisement

 

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า ไม่ควรมองว่า กทม. อ่อนข้อหรือปล่อยผ่าน เพราะฝ่ายบริหารดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มี และส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการที่มีอำนาจสูงกว่าเพื่อตรวจสอบต่อ อีกทั้งเรื่องการลงโทษตัดเงินเดือน 600 บาทก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บทลงโทษสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้

ด้าน น.ส.ทวิดา อดีตรองผู้ว่าฯ ชี้แจงในประเด็นตัดเงินเดือนว่า การตัดเงินเดือนที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนราชการ เมื่อมีผลสอบสวนเสนอขึ้นมา ผู้มีอำนาจต้องสั่งลงโทษไปก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดแล้ว เพราะเมื่อเรื่องขึ้นสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการเห็นว่ายังมีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สอบสวนใหม่

“มันไม่ได้ยุติ การลงโทษต้องทำก่อนตามระบบราชการ แต่เมื่อเรื่องขึ้นมาถึงคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ยังมีหลายคำถามที่ต้องตอบ มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ยังไม่เคลียร์ จึงให้สอบสวนต่อ”

 

น.ส.ทวิดาระบุว่า หากการสอบสวนเพิ่มเติมพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจกำหนดโทษที่สูงขึ้นได้ ตั้งแต่ลดขั้นเงินเดือน ไปจนถึงปลดออกหรือไล่ออก หากพบว่ามีความผิดร้ายแรง

น.ส.ทวิดาเผยด้วยว่า ช่วงที่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติบริหาร กทม. ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทุจริตตั้งแต่ต้น โดยเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ 7 โครงการ ก็สั่งให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตของ กทม. และมีหน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้าร่วม ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ บก.ปปป. และหลังจากได้รับเรื่องไม่นาน กทม. ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการทั่วไป โดยภายในช่วงเวลาประมาณครึ่งปี ก็มีผลการสอบสวนขั้นต้นเสนอขึ้นมา

“ถ้าถามว่าท่านผู้ว่าฯ ชนไหม ก็ต้องเรียกว่าชน เพราะกระบวนการนี้จัดทำได้เร็วขึ้น และเป็นกระบวนการที่โปร่งใส” น.ส.ทวิดากล่าว

เมื่อถูกถามว่าหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร

นายชัชชาติกล่าวว่า หาก ป.ป.ช. พบหลักฐานที่หนักกว่า เช่น เส้นทางการเงินหรือการฮั้วประมูล ก็สามารถนำไปสู่โทษที่รุนแรงขึ้นได้ และที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่การสอบวินัยภายใน อาจเห็นเป็นโทษไม่ร้ายแรง แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดร้ายแรง ก็ต้องดำเนินการตามผลของ ป.ป.ช.

“ถ้า ป.ป.ช. ไปสอบเส้นเงิน ไปสอบรายละเอียด แล้วชี้ว่าผิดหนัก ให้ไล่ออก ก็ต้องไล่ออก เพราะคำสั่งของ ป.ป.ช. เป็นที่สุด ใหญ่สุด” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปก หรือปัญหาในกระบวนการ e-Bidding นายชัชชาติกล่าวว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีระบบตรวจสอบบางส่วนอยู่แล้ว เช่น การเปิดให้ร้องเรียน TOR หากเห็นว่ามีการล็อกสเปก แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ การตั้งราคากลางและรายละเอียดโครงการที่ต้องเหมาะสม เพื่อลดช่องว่างการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง

ในกรณีเครื่องออกกำลังกาย ปัญหาหนึ่งคือ ‘การกำหนดราคากลางทำได้ยาก’ เนื่องจากอุปกรณ์มีความหลากหลายด้านคุณสมบัติ แต่หลังเกิดกรณีนี้ กทม. ได้เห็นจุดอ่อนของกระบวนการ และนำไปสู่การปรับปรุงการเสนองบประมาณให้ละเอียดขึ้น ไม่สามารถเสนอข้อมูลแบบสั้นหรือไม่ครบถ้วนเหมือนเดิมได้

นายชัชชาติกล่าวว่า หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะกระบวนการยังไม่จบ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและ ป.ป.ช. รวมถึงต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ก็ต้องลุยต่อ ต้องไปให้สุดซอย กระบวนการมันไปแล้ว คณะกรรมการให้สอบสวนใหม่ ป.ป.ช. ก็ยังเดินต่อ เราก็ต้องไปตามเรื่อง และต้องขยายผลไปให้ครบทุกโครงการ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงภาพรวมการต่อต้านทุจริตด้วยว่า เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและแก้ได้ไม่ง่าย แต่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากไม่พูดถึงปัญหานี้ ก็ไม่มีทางแก้ไขได้ และจะกลายเป็นภาระต่อคนรุ่นหลัง

“ทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่หนักที่สุด มันฝังรากลึก ยาวนานมาก เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวของหลายฝ่าย ถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้ มันก็ไม่มีทางจบ แล้วก็เป็นภาระกับลูกหลาน” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทีมงานของตนอาจไม่ใสซื่อ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนขอรับผิดชอบทั้งหมด และหากพบว่ามีผู้ใดไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างชัดเจน

“ผมรับผิดชอบแทนทุกคน ผมเป็นหัวหน้าทีม ถ้ามีปัญหาผมรับผิดชอบ ถ้ามีคนไหนไม่บริสุทธิ์ ไม่ดี ผมก็ต้องให้ออก” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า การตั้งโต๊ะชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะโกรธผู้ที่ตั้งคำถาม แต่เป็นโอกาสในการอธิบายข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมยืนยันว่าเรื่องความโปร่งใสควรเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง แต่ต้องเป็นวาระระดับประเทศ

“ผมไม่ได้โกรธเลยนะ ผมว่าขอบคุณเลย ทำให้เรามีโอกาสชี้แจง และปีนี้ผมว่าเป็นวาระของเรื่องความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เราพูดเรื่องนี้กัน และต้องทำในระดับประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง” นายชัชชาติกล่าว