คนกรุงเทพฯ‘ไม่ซื้อ’รื้อโครงสร้าง? ‘มัลลิกา’โดนเส้น‘อนุรักษนิยม’

10.06.26 | 13:12 น.

แม้ผลโพลล่าสุด ไม่ถึงกับทำให้หงายหลัง

แต่ก็ชวนให้หลายฝ่ายขมวดคิ้วประหลาดใจพอสมควร

เมื่อนิด้าโพลเผยผลสำรวจที่ว่า ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ เบอร์ 10 คว้าใจคนกรุงไปเพียง ร้อยละ 8.20 โดยเป็นลำดับ 3 ตามอันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ที่ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ ส่วนอันดับ 1 ไม่ต้องพูดถึง ยังเป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9 ที่นำโด่งไม่เห็นฝุ่นที่ ร้อยละ 67.30

ไม่ต่างจากโพลสถาบันพระปกเกล้า หรือ KPI Poll ที่ชัชชาติยัง ‘นำทุกโซน’

ประเด็นที่ชวนตั้งคำถามคือ ก่อนหน้านี้ กระแส ‘แก้โครงสร้าง’ ที่ถูกมองเป็น ‘จุดอ่อน’ ของชัชชาติและทีมงาน ถูกพูดถึงหนาหู ปรากฏกระแสในโลกออนไลน์ไม่ใช่น้อยว่า ‘อยากลองของใหม่’

Advertisement

แม้รู้ทั้งรู้ว่า ชัชชาติ นอนมา ทว่าตัวเลขเพียง 8 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ก็ดูจะน้อยเกินความคาดหมายหรือไม่?

เมื่อถามไปยัง รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ เจ้าของสำนัก ‘ธำรงศักดิ์โพล’ ได้บทวิเคราะห์เบื้องต้นว่า อย่างที่รู้กันว่าการแข่งขันกับชัชชาตินั้นเป็นเรื่อง ‘ยาก’ หากจะแข่งจริงๆ มองว่าต้องใช้วีธีการเดียวกัน นั่นคือการทำให้คนเห็นหน้ามาอย่างยาวนาน ไม่สามารถใช้วิธีการเปิดตัวใน 1-2 เดือนตอนจะลั่นกลองรบได้ ถ้าย้อนไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ชัชชาติลงพื้นที่มาก่อนแล้ว 3 ปีก่อนวันเข้าคูหา จากนั้นนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.อีก 4 ปี รวมแล้ว 7 ปี ถามว่าจะสู้ได้อย่างไร?

“นี่คือจุดอ่อนสำคัญของพรรคประชาชนที่แม้จะครองสนามการเลือกตั้ง ส.ส.ของกรุงเทพฯ ทุกเขต แต่สนามท้องถิ่น กทม. ทำไมข้ามยุทธวิธีสำคัญ ในการวางตัวผู้สมัครไว้แต่เนิ่นๆ นี่คือเรื่องที่หนึ่ง

อย่างที่สองคือ เมื่อเทียบกันในภูมิหลังและศักยภาพในเชิงตัวบุคคล ผมคิดว่าคนมองเห็นความสามารถของชัชชาติในแง่การประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ เรารู้ว่า กทม.ไม่มีอำนาจในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ชัชชาติใช้ความเป็นตัวเองและเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเมื่อมองกลับมายังคู่แข่งทุกคน ยังไม่มีใครโชว์ความสามารถในด้านนี้ที่จะทำให้คนลงคะแนนเสียงให้อย่างเชื่อมั่นได้เลย

สำหรับ โจ ชัยวัฒน์ ข้อสำคัญคือ คนไม่ได้มองว่าเขามีความสามารถด้วยตนเอง แต่มีทีมที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งทีมนั้นไม่รู้ว่าโจกำกับทีม หรือทีมกำกับโจ” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์เผยมุมมอง

ถามว่า เหลือเวลาอีกไม่ถึง 20 วัน จะมียุทธศาสตร์แก้เกม ให้คะแนนกระเตื้องขึ้นบ้างได้หรือไม่? แน่นอน คงไม่ต้องพูดถึงคำว่า ‘พลิกเกม’ ขึ้นมาชนะ

นักวิชาการท่านนี้มองว่า แก้ไขได้ แต่ต้องย้อนไป 3-4 ปี!

“แก้ไขได้ ถ้าให้โจ ชัยวัฒน์ อยู่ในพื้นที่มา 3-4 ปีก่อนหน้านี้ ทำให้เขาสามารถเปล่งบารมี และทำให้คนมองเห็นศักยภาพที่จะเป็นผู้นำทางความคิด นำความรู้ในเชิงของการแก้ปัญหา และกล่าววิสัยทัศน์ในฐานะของการเป็นผู้นำ ไม่ใช่ฐานะผู้สมัครของทีมพรรคประชาชน เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น ปัจจัยเรื่องตัวบุคคลสำคัญมากๆ

ในการเมืองระดับชาติ เราอาจจะจำไม่ได้ว่าผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชนคือใคร แต่ก็เลือก อย่างไรก็ตาม สำหรับท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด ตัวบุคคลจริงยังครองพื้นที่จริง คนมองพรรคแค่การเป็นเพียงผู้สนับสนุนที่จะทำให้เกิดกระบวนการอะไรบางอย่างในการอุดหนุนช่วยเหลือ ซึ่งจะเห็นได้ว่าชัชชาติปฏิเสธการสังกัดพรรคการเมือง แม้บางคนจะพยายามลากว่ามีพรรคสนับสนุน มีทีม ส.ก.สีเขียวเป็นเน็ตเวิร์ก แต่ชัชชาติก็พยายามที่จะรักษาสถานภาพตรงนี้”
รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

ส่วนข่าวคราวสดๆ ร้อนๆ อย่างกรณี ‘เครื่องออกกำลังกาย’ ที่ถูกเปิดประเด็นอีกรอบโดย ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน จนชัชชาติต้องยกทีมตั้งโต๊ะแถลงโต้ว่า คดียังไม่ยุติ ยังไม่มีใครรอด และไม่ใช่แค่การเสียค่าปรับ 600 บาทอย่างแน่นอน

ยังไม่นับการที่ โจ ชัยวัฒน์ ตอบนักข่าวประเด็น ‘ระบอบอากง’ ด้วยวาทะ ‘หัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก’

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์แนะว่า โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก. อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีใหม่ ยุติการ ‘โจมตี’ ชัชชาติว่าเกี่ยวพัน หรือรู้เห็นกับคอร์รัปชั่น

“มันจะทำให้คนรู้สึกว่า เป็นการใช้ช่วงของการเลือกตั้งมาโจมตีกันลอยๆ แม้จะมีมูลอะไรอยู่ แต่การกล่าวหาเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้เกมบรรลุความสำเร็จในการล้มแชมป์ ทั้งยังจะทำให้คนรู้สึกว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบเก่า การตรวจสอบของพรรคประชาชนต่อกรุงเทพมหานครมีตลอดมา
แต่ไม่ใช่ยุทธวิธีที่ทำให้ โจ ชัยวัฒน์ได้คะแนนเสียง มันกลับทำให้คนรู้สึกว่า ไม่น่าใช้ประเด็นนี้เลย

ดังนั้น ควรปรับยุทธวิธี โจ ชัยวัฒน์อยากทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ ก็นำเสนอไปเลย ไม่ต้องพูดถึงชัชชาติ พูดถึงแต่ประชาชนคนกรุงเทพฯเท่านั้น และอาจจะหยิบยืมวิธีการของทีมชัชชาติบางประการ เช่น การทำให้คนเห็นตลอดเวลาในโลกออนไลน์ มาใช้เพื่อให้ได้คะแนนเสียง
เพิ่มขึ้น”

ส่วนการ ‘รื้อโครงสร้าง’ นั้น เมื่อผลโพลออกมาเช่นนี้ สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ ‘ไม่ซื้อ’ ใช่หรือไม่?

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์มองว่า เชื่อว่า ‘ซื้อ’ ในหลักการ แต่ความที่คนกรุงอยู่กับปัญหาสะสมในมหานครแห่งนี้มาเนิ่นนาน จึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น การแก้ปัญหา ‘เฉพาะหน้า’ ที่อีนุงตุงนังอยู่ จึงโดนใจมากกว่า

“ประเด็นโครงสร้างผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯซื้อนะ แต่การที่อยู่กับปัญหานี้มานาน รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมันลำบาก เหมือนกับพรรคส้มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย แต่ก็ยังไปไม่ถึง ถูกสกัดขัดขวางทุกทิศทุกทาง คนกรุงเทพฯจึงมองเห็นการแก้ไขปัญหาที่มันเลอะเทอะ รุงรังเฉพาะหน้ามากกว่า

แค่นี้กรุงเทพฯก็ก้าวไปตามสเต็ปที่พึงเป็นแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ การที่ชัชชาติปลดล็อกหนี้บีทีเอส 3 หมื่นกว่าล้านที่ กทม.ติดค้างมาตั้งนาน ถ้าเรามองดีๆ มันแทบจะบรรลุเชิงโครงสร้าง ผมคิดว่าการดำเนินงานของชัชชาติดูเหมือนเป็นรากฝอยทำให้ทุกองคาพยพของกรุงเทพฯรู้สึกมีชีวิตชีวาไปด้วย นี่คือความสำเร็จขั้นพื้นฐาน”

อีกหมายเลขที่ไม่ถามถึงไม่ได้ นั่นคือเบอร์ 14 ที่เรียกแทนตัวเองว่า ดร.มัลลิกาทุกคำ

เช็กโพลนิด้า พบว่าชื่อของ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข พุ่งขึ้นมาอันดับ 4 ที่ ร้อยละ 7.30 เกินความคาดหมาย แม้แต่เจ้าตัวเองก็เผยว่า ‘มาถูกทาง’ ทั้งที่ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ถูกมองเป็นสายตลก สายฮา ทว่าตามโจ ชัยวัฒน์ แบบหายใจรดต้นคอแค่ราว 1 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวแทนบ้านเก่าอย่าง อนุชา บูรพชัยศรี เบอร์ 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่อันดับ 5 แค่ร้อยละ 3.10

ถามว่า ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา’ ท่านนี้ ไป ‘โดนเส้น’ ชาวกรุงตรงไหน?

“กลุ่มคนที่เป็นอนุรักษนิยมในกรุงเทพฯ” คือคำตอบของ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ ซึ่งขยายความต่อไปว่า

“ถ้าประมาณการจากการสำรวจจะพบว่า อนุรักษนิยมมีอยู่ในระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเห็นได้จากการแย่งชิงคะแนนกันเมื่อครั้งเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ปี 2565 หากเราดูตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเห็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ และคุณมัลลิกา ซึ่งลงในนามอิสระ 2 คนนี้โดดเด่นที่สุดที่จะชิงฐานคะแนนร้อยละ 20 ตรงนี้ อย่างไรก็ตาม คุณมัลลิกาโดดเด่นกว่าตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ผลโพลจึงออกมาเช่นนี้” รศ.ดร.ธำรงศักดิ์วิเคราะห์

ทั้งหมดนี้คือมุมมองน่าฟังจากนักรัฐศาสตร์ ส่วนโพลรอบต่อไป ใครจะแก้เกม ปรับยุทธวิธีชิงคะแนนในใจคนกรุงอย่างไรและได้ผลหรือไม่ ต้องติดตาม