‘เบอร์ 9’ ลั่น กทม. ไม่มีตังค์แจก ตั้งเป้า ’Next Learn’ อัพเกรดศูนย์ฝึกอาชีพ งัดนโยบาย ‘สร้างงาน’ ขยายตลาดแผงลอย ‘ไม่ไล่รื้อ’ เชื่อมต่อสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ใช้ดาต้า กทม.ค้ำประกัน
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ลงพื้นที่หาเสียง 2 เขต ได้แก่ เขตจตุจักร และเขตบางซื่อ พร้อมด้วยทีม ’กรุงเทพฯ คนทำงาน’ หรืออดีตผู้บริหารกทม.ชุดเดิม อาทิ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ รวมถึง พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี, นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืน นายเอกวรัญญู อัมระปาล อดีตโฆษกของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
บรรยากาศเวลา 13.50 น. ที่ศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร นายชัชชาติ เยี่ยมชมการฝึกอาชีพ อาทิ ไพ่ยิปซี เล็บเจล ดอกไม้ประดิษฐ์ จัดดอกไม้สด หลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ แปรรูปสมุนไพร แต่งหน้า ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต เย็บผ้า บาติก ตัดผม เป็นต้น ซึ่งเน้นหลักสูตรที่ตอบโจทย์และทันสมัย สามารถประกอบอาชีพได้ทันที

นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. อาจไม่มีงบประมาณสำหรับแจกเงินโดยตรง แต่สามารถให้ความรู้และทักษะได้ ซึ่งที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ สะสมชั่วโมงเรียนผ่านศูนย์ฝึกอาชีพแล้วรวม 458,789 ชั่วโมง ผ่านหลักสูตรกว่า 680 คอร์สใน 28 หมวดหมู่ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ทั้งนี้ เกิดจากการร่วมออกแบบเนื้อหากับพันธมิตรระดับอย่าง Google, Microsoft และ Starfish Labz มีการแบ่งเป็นหลักสูตร NEXT Skills สำหรับเรียนรู้ทักษะใหม่ และ NEXT Jobs ซึ่งเป็นหลักสูตรเรียนจบพร้อมจ้าง เพื่อการันตีการจ้างงานทันที
“กทม.ไม่มีตังค์ไปแจกคน เราไม่สามารถเอาตังค์ไปแจกได้ แต่สามารถสร้างองค์ความรู้ ให้เขาเอาความรู้ไปทำมาหากิน พัฒนาตัวเองได้ เรามี Next Job ที่จะมีเอกชน 13 ราย มาร่วมกับเราในการให้คอร์สฝึกด้วย ใครเรียนคอร์สนี้จบก็มีโอกาสได้ทำงานต่อ ก็ทำให้มีการกระตุ้นการจ้างงาน” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตตั้งเป้า ’Next Learn‘ ให้ขยายการสะสมชั่วโมงเรียนเป็น 1 ล้านชั่วโมงต่อปี
นอกจากนี้ จะมีการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับ Skill Mapping เพื่อสร้างแนวทางให้ผู้เรียน เห็นลู่ทางสู่อาชีพที่ตลาดต้องการ และวางแผนอนาคตได้ นโยบายนี้จะเชื่อมโยงหลักสูตรจากแพลตฟอร์มต่างๆ ของ กทม. เช่น BKK Learning Hub และ BMA Training เข้าด้วยกัน พร้อมมุ่งเป้าขยายความร่วมมือกับเอกชนในกลุ่มอาชีพที่ AI ทำแทนไม่ได้ เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ ช่างซ่อม แม่บ้าน พนักงานขับรถ
“ประชาชนจะมีความยากลำบากในเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้สูงอายุ ความรู้ดั้งเดิมอาจจะไม่เพียงพอที่จะพัฒนาอาชีพใหม่ได้ เราก็มีโครงการสำคัญในการพัฒนาความรู้” นายชัชชาติกล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอนโยบายยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. จำนวน 11 แห่ง และยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้เป็นเส้นทางสู่อาชีพที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยค่าเรียน 105-305 บาท ครอบคลุมหลากหลายทักษะ ซึ่งศูนย์ฝึกอาชีพนี้ ถือเป็นหัวใจของการสร้างงานในยุคนี้ เพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนและปรับตัวตามเทรนด์ได้รวดเร็ว
“อันนี้สำคัญเลยที่จะสร้างอาชีพใหม่ๆ ให้กับคน ส่งเสริมทักษะอาชีพที่เขายังไม่มีความรู้ ปัจจุบันหลักสูตรที่ได้รับความนิยมก็อาจจะเป็นเรื่องทำเล็บ เรื่องที่ตอบสนองโจทย์ของคนรุ่นใหม่ แล้วก็มีเรื่องทำผม เรื่องทำคอมพิวเตอร์ต่างๆ ก็เป็นการเพิ่มทักษะ ซึ่งสำคัญ นโยบายเราก็จะเพิ่มตรงนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ในอนาคต จะปรับศูนย์ฝึกอาชีพให้เป็น ‘ศูนย์กลางทักษะอาชีพ’ ที่สร้างสภาพแวดล้อมทำงานจริง โดยจะเชื่อมโยงกับ Next Learn ที่มีการรับรองมาตรฐานสากล การสอบใบประกอบวิชาชีพ ตลอดจนขยายเวลาเรียนเพิ่มรอบค่ำและเสาร์ อาทิตย์ พร้อมเพิ่มหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้จบเร็วขึ้น และปรับหลักสูตรให้ก้าวทันกระแสเศรษฐกิจใหม่ เช่น อาหารสุขภาพ และ Green Jobs โดยตั้งเป้าให้มีอย่างน้อย 300 หลักสูตร
“คนกรุงเทพฯ ต้องการองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ได้เรียนรู้ในระบบมา เราก็ต้องทำตรงนี้ให้เขา เพราะว่ามันทำให้เขามีเครื่องมือไปทำมาหากินได้ และผมว่าเศรษฐกิจ 4 ปีข้างหน้าจะหนักมากขึ้น” นายชัชชาติเผย

จากนั้น นายชัชชาติ นำทีมลงพื้นที่บริเวณซอยประชานฤมิตร (ถนนสายไม้) เพื่อตอกย้ำนโยบายการส่งเสริมเอกลักษณ์และเศรษฐกิจระดับย่าน ควบคู่ไปกับการผลักดัน ’Incubation Hub‘ หรือศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ เพิ่มพื้นที่สนับสนุนผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้น ที่มีไอเดียแต่ไม่มีทุน โดยจะมีทั้งอุปกรณ์จริง ลูกค้าจริง และเครือข่ายนายจ้างรองรับ ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ 1,000 รายต่อปี
“เศรษฐกิจอีกระดับหนึ่งคือเศรษฐกิจระดับล่าง เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก ประกอบด้วย SME และ Micro SME ซึ่งมีอยู่ 5 แสนกว่าราย อันนี้ก็ต้องช่วย ต้องให้ความรู้เพิ่ม” นายชัชชาติกล่าว
นอกจากนี้ ยังเตรียมต่อยอดความสำเร็จจากโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ที่ขยายตลาดนัดกว่า 400 แห่งครบ 50 เขต และ ’ศูนย์อิ่มท้อง‘ ที่ให้แผงลอยมีที่ค้าขายมั่นคง ไม่ถูกไล่รื้อ พร้อมเชื่อมต่อสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยใช้ข้อมูลจาก กทม. แทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายชัชชาติกล่าวว่า การทำให้เมืองรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจได้ ต้องดูแลทั้งฟันเฟืองขนาดใหญ่และขนาดเล็กให้หมุนไปพร้อมกัน แก่นของนโยบายคือการเชื่อม การเรียนรู้ ทักษะ งาน เงินทุน และพื้นที่ทำกิน เข้าด้วยกัน เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นเส้นทางสร้างรายได้และความมั่นคงให้คนกรุงเทพฯ ในชีวิตจริง
“เศรษฐกิจขนาดใหญ่และเศรษฐกิจขนาดเล็ก 2 อันนี้จะต้องประกอบกัน เศรษฐกิจด้านล่างก็จะประกอบกับเศรษฐกิจด้านบน 2 ส่วนนี้ต้องโตไปด้วยกันทั้งคู่ ทำให้เมืองมันมีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่เลยที่ต้องทำให้ดี แล้วก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองมีคุณภาพมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย


