‘ดร.โจ’ เมินกระแสปลุกเลือกผู้ว่า ‘ชัชชาติ’ แต่ ส.ก.จากพรรคส้ม บอกหากอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นเมืองที่แคร์คน ต้องเลือกผู้ว่าฯจากพรรคประชาชน เหน็บเอานโยบายผู้ว่าฯปชน.ไปฝากไว้กับผู้ว่าฯท่านอื่นคงไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม จ่อจัดระเบียบจับจองพื้นที่ค้าขาย ช่วยพ่อค้าแม่ค้าทางเท้า ลั่นไม่เห็น ‘ชัชชาติ’ ถูกรุมอะไร แค่เอาข้อเท็จจริงมาพูด
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่ลา วิลล่า อารีย์ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) พร้อมด้วยนายวรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพญาไท ลงพื้นที่หาเสียงในซอยอารีย์ 1 นายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่เขตพญาไทเนื่องจากเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่จุดผ่อนผันการค้าขายริมทางเท้า วันนี้จะมาลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเพื่อรับทราบถึงปัญหาประเด็นพื้นที่ค้าขายต่างๆ และมารับทราบปัญหาขยะ เกี่ยวกับรอบการจัดเก็บและจุดทิ้ง เนื่องจากมีการนำขยะมาทิ้งบริเวณทางเท้าว่าเกิดจากอะไร และจะได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร
เมื่อถามถึงการกลับมาลงพื้นที่อีกครั้งหลังห่างหายไปในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์กล่าวว่า 3-4 วันที่ผ่านมามีดีเบต รวมถึงเดินสายออกรายการต่างๆ ที่ทั้งออกอากาศสดและบันทึกเทป วันนี้จึงกลับมาลงพื้นที่อีกครั้ง
เมื่อถามว่า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯกทม.จะมีการแก้ปัญหาการค้าขายบริเวณทางเท้าอย่างไร นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เรามีนโยบายเพิ่มพื้นที่ค้าขายและมีการจัดระเบียบในการจับจองพื้นที่ค้าขาย ซึ่งจะนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงพื้นที่ค้าขายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายส่วย ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของพ่อค้าแม่ค้า และเราจะมีการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทางเท้าให้มีพื้นที่ในการสัญจรเพียงพอในการเดินเท้า
“เรามองว่าไม่ใช่จุดที่จะต้องห้ามขาย ควรต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการขาย เพราะการที่พ่อค้าแม่ค้าไม่มีพื้นที่หรือร้านค้าในการค้าขายริมทางเท้า ทำให้ในบริเวณนั้นผู้สัญจรจะลดลงและเบาบางลงไป ซึ่งจะทำให้ร้านค้า หรือศูนย์การค้าในย่านนั้นๆ เงียบเหงา ปัญหาเหล่านี้เราได้รับเสียงสะท้อนมาจากพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณนั้นมา” นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า เราเองก็รับฟังเสียงสะท้อน ปัญหา และความคิดเห็นจากประชาชนพ่อค้าแม่ค้า และจะนำมาจัดระบบระเบียบให้คนเดินเท้ามีสิทธิที่จะใช้ทางเท้าและมีพื้นที่เพียงพอให้พ่อค้าแม่ค้าได้ค้าขายด้วย
เมื่อถามว่า เหลือเวลาอีก 15 วันในการหาเสียง คิดว่าฟีดแบ๊กจากประชาชน พรรคจะต้องปรับหรือเพิ่มนโยบายอะไรอีกหรือไม่ในการหาเสียงโค้งสุดท้าย นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หลังจากที่ขึ้นเวทีดีเบตไปแล้ว 2 เวที และผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 คน 50 เขต ก็ได้ออกมาขายนโยบายแล้ว การหาเสียงหลังจากนี้จะเน้นย้ำวาระของแต่ละเขตว่าหากประชาชนเลือกผู้ว่าฯและผู้สมัคร ส.ก.จากพรรคประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ สิ่งที่ท่านจะได้เห็นเป็นรูปธรรมว่ามีอะไรบ้าง เช่น ในเขตคลองสามวาและเขตสายไหมต้องการผลักดันเรื่องขนส่งสาธารณะ เขตบึงกุ่มก็จะเป็นการสร้างสถานีดับเพลิง เป็นต้น
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากได้ผู้ว่าฯจากพรรคประชาชน เพราะงบประมาณต่างๆ ผู้ว่าฯจะเป็นคนจัดสรรให้ ส.ก.นำไปพิจารณาดำเนินการ และทั้งผู้ว่าฯและ ส.ก.ก็จะทำงานร่วมกันด้วยการสอดประสานเพื่อให้นโยบายหรือแผนงานที่วางไว้เกิดขึ้นจริง
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ขณะนี้เริ่มมีวลีเลือกผู้ว่าฯเป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่จะเลือก ส.ก.จากพรรคส้ม นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่ได้กังวลเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะในสมัยที่แล้ว ส.ก.ของเราก็เคยทำงานกับนายชัชชาติมาก่อน แต่นโยบายและวาระต่างๆ อยู่กับผู้ว่าฯ

“หากอยากเห็นนโยบายที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอขึ้นมาแล้วทำสำเร็จก็คงต้องเลือกผู้ว่าฯจากพรรคประชาชน เพราะจะเอานโยบายผู้ว่าฯจากพรรคประชาชนไปฝากไว้กับผู้ว่าฯท่านอื่นก็คงจะไม่เห็นการขับเคลื่อนอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้น หากอย่างเห็นกรุงเทพฯเป็นเมืองที่แคร์คนเกิดขึ้นได้ต้องมาจากผู้ว่าฯพรรคประชาชน” นายชัยวัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่า มองว่ากระแสที่นายชัชชาติถูกรุมโจมตีในขณะนี้จะทำให้คะแนนเทไปที่นายชัชชาติหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่เห็นว่ามีเรื่องถูกรุมเรื่องอะไร เราแค่นำข้อเท็จจริงที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เคยพูดไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาพูดตอนนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขในหลายเรื่อง เช่น สิทธิบัตรทองที่มีประชาชนเข้าชื่อ 400 คนร้องผู้ว่าฯในปี 2567 แต่ที่ผ่านมา กทม.ก็ไม่ได้เพิ่มสิทธิบัตรทองให้บุคคลเหล่านั้น เราแค่พูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เรานำมาทำนโยบายต่างๆ เช่น AI จับโกง ย้ำว่าตอนนี้เราแค่พูดเรื่องข้อเท็จจริง



