เบอร์ 9 สนั่นตลิ่งชัน! แม่ค้ารุมช่วยหาเสียง โผกอดทีมชัชชาติ – คลอดโร้ดแมปบูสต์ ‘ศก.ริมคลอง’

13.06.26 | 16:07 น.

สนั่นตลิ่งชัน! แม่ค้ารุมช่วยหาเสียง ทอดโรตี-เสิร์ฟไอติม เบอร์ 9 เข้าโผกอดทีม ‘ชัชชาติ’ – คลอดยุทธศาสตร์ เชื่อม 4 ตลาดน้ำ ดัน SME เคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีม ’กรุงเทพฯ ทำงาน’ หรืออดีตผู้บริหาร กทม.ชุดเดิม อาทิ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, น.ส.ทวิดา กมลเวชช, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ รวมถึง นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ, พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี, นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืน และ นายเอกวรัญญู อัมระปาล อดีตโฆษกของกทม. ร่วมลงพื้นที่หาเสียง 3 เขตฝั่งธนบุรีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ได้แก่ เขตตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และธนบุรี

โดยเริ่มจากตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน เดินแจกเอกสารแผ่นพับ 250+ นโยบาย ฝากให้ประชาชนพิจารณาเบอร์ 9 ด้วยตนเอง พร้อมเน้นย้ำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางประชาชาที่เข้ามาขอถ่ายภาพเซลฟี่ ชนหมัดกันอย่างเนืองแน่น

สำหรับ ธีมการหาเสียงในวันนี้ คือการเน้นย้ำ 3 นโยบายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนริมฝั่งคลอง ได้แก่ 1.การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยวท้องถิ่น ผ่านตลาดน้ำและอัตลักษณ์ย่านฝั่งธนบุรี 2.การพัฒนาพื้นที่คลองฝั่งธนบุรีให้เป็นแหล่งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะคุณภาพของเมือง และ 3.นโยบายรถ Feeder เชื่อมการเดินทางสู่ 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

Advertisement

จากนั้น เวลาประมาณ 11.30 นายชัชชาติ นำทีมขึ้นเรือโดยสาร เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดต่อไปได้แก่ ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม‘ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงใกล้เคียงกับที่นายชัชชาติจะเดินทางมาถึง ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 14 ในนามอิสระ พร้อมทีมงาน เข้ามาหาเสียงในพื้นที่ตลาด โดยเปิดเพลงแนะนำโปรไฟล์ผู้สมัคร ตั้งแต่ระดับการศึกษา และเชื้อชวนให้กาเบอร์ 14 อย่างไรก็ดี ผู้สมัครทั้งสองหมายเลข ไม่ได้พบกันกลางตลาด

บรรยากาศเวลา 12.19 น. เมื่อนายชัชชาติ ล่องเรือมาถึง มีแม่ค้าหญิงประจำตลาดหลายคน เข้ามารอต้อนรับอย่างเป็นกันเอง บางส่วนเข้าโผกอด นายศานนท์ และ น.ส.ทวิดา ด้วยความคุ้นเคย เนื่องจากเคยเข้ามาพัฒนาตลาดและส่งเสริมโครงการต่างๆ ในเขตนี้

โดย แม่ค้ารายดังกล่าว ยังได้ช่วยนายชัชชาติหาเสียง ด้วยการเดินตะโกนบอกรายทาง ให้เลือกเบอร์ 9 ท่ามกลางประชาชนหลากหลายช่วงวัย เข้ามาขอถ่ายภาพ รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ส่งเสียงแสดงความตกใจ และสะกิดบอกเพื่อน เมื่อทราบว่า นายชัชชาติตัวจริงเดินอยู่ข้างๆ อย่างไม่คาดคิด

บรรยากาศในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีแม่ค้าร้านโรตีข้าวเหนียวมะม่วง ช่วยนายชัชชาติทำสื่อประชาสัมพันธ์ ด้วยการทอดโรตี หั่นกล้วยเรียงเป็นเลข 9 ขณะที่แม่ค้าร้านข้างๆ ไม่รอช้า ทำไอศกรีมถ้วย บอร์ 9 มาเสิร์ฟเช่นเดียวกัน

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการลงพื้นที่หาเสียงในวันนี้ โดยกล่าวว่า ตลาดน้ำหัวใจคือเนื้อหาของตลาด ซึ่ง กทม.เองคงไม่ได้ไปกำกับดูแล เพราะเราต้องการให้ตลาดนั้น มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ว่าไปตลาดไหนก็ของเหมือนกันหมด มันจะทำให้ไม่มีคุณค่า หน้าที่เราคือ อำนวยความสะดวก เช่น การประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง ให้ความรู้กับผู้ประกอบการ ในเรื่องการเงิน เรื่องการตลาดต่างๆ แต่เนื้อหาในตลาดนั้น แต่ละตลาดต้องเป็นคนคิดกันเอง

“เมื่อสักครู่ เราได้ลงพื้นที่ตลาดน้ำ ตั้งแต่ตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน ตลาดน้ำตลิ่งชัน จนถึงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งอนาคตจะมีตลาดน้ำวัดสะพาน ทุกคนมีความแตกต่างหลากหลายของตัวเอง หัวใจคือ ต้องพัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองให้ได้

“หน้าที่ของรัฐคือ หนึ่ง อำนวยความสะดวกในแง่ของการเชื่อมโยง เดินทางมาถึงได้สะดวก สองให้ ความรู้ผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ สินเชื่อในอนาคตก็อาจจะมี โดยจะมี application ที่คอย ซัพพอร์ตข้อมูลต่างๆ กับธนาคารในการให้สินเชื่อได้ รวมถึงช่วยเรื่องมาร์เก็ตติ้ง การประชาสัมพันธ์ต่างๆ

ผมว่าเราก็พร้อม และนี่คือเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ไม่ใช่แค่ตลาดน้ำ แต่ยังมีตลาดชุมชน ต่างๆ เรามี SME มากถึง 500,000 กว่าราย จ้างงาน 3,000,000 กว่าคน เท่ากับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งก็มี 8,000 กว่าราย จ้างงาน 3 ล้านกว่าคนเช่นกัน เศรษฐกิจทั้ง 2 ส่วนต้องคู่ขนาน และโตตามกันไป เพราะคนจากบริษัทใหญ่ ก็มาจับจ่ายใช้สอย ตนคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญของเมือง อย่างมาก ใน 4 ปีต่อไปในอนาคต

เมื่อถามถึง กรณีตลาดต่างๆ ซึ่งเจ้าของพื้นที่ อาจเรียกเก็บค่าแผงในราคาที่สูง ทาง กทม.มีนโยบาย อย่างไร ?

นายชัชชาติกล่าวว่า ตนเชื่อว่าจริงๆ มันเป็นเครื่องจักรหลักเศรษฐกิจ ตลาดชุมชนอาจจะเข้าไปกำกับโดยตรงไม่ได้ แต่เชื่อว่าต้องอยู่รอดด้วยกัน กล่าวคือต้องให้ความรู้เขา สุดท้ายถ้าผู้ค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด

“ถ้าเก็บแพงไป ตลาดก็จะตาย หัวใจคือทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่ด้วยกันแล้วเกิดการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม เราเห็นหลายที่เหมือนกันในกรุงเทพฯ ที่อาจจะเก็บค่าเช่าแพง จนกระทั่งสุดท้ายผู้ค้าก็ตายหมดทุกคน

อันนี้อาจจะต้องให้ความรู้กับเจ้าของตลาด สุดท้ายแล้วมันต้องเป็นระบบนิเวศที่อยู่ด้วยกันได้ ทุกคนไปด้วยกันได้ ไม่ใช่ว่าคนใดคนหนึ่ง แล้วสุดท้ายไปไม่รอดด้วยกันหมด” นายชัชชาติกล่าว และว่า

อย่างการทำ ‘ศูนย์อิ่มท้อง’ ที่สวนลุมพินี เราก็เก็บค่าเช่าตลาดวันละ 60 บาทต่อแผง ด้วยตัวเบนมาร์คตัวหนึ่ง เรามีตลาดที่เข้าร่วม และราคาไม่แพง

“ตลาดพวกนี้จะเป็นตัวที่ควบคุม ราคาของตลาดตัวอื่น ถ้าเรามีตลาดที่มาร่วมกับเรา ให้ราคาเป็นธรรม ถ้ามีมากพอ จะเป็นตัวควบคุมไม่ให้ราคาตลาดอื่นๆ สูงเกินไป สุดท้ายถ้ามันสูงเกินไปจะอยู่ไม่ได้ ที่ราคาเหมาะสมเขาก็จะอยู่ได้ ก็คงต้องช่วย”