ผลโพลมาอีกสำนัก ล่าสุดผายมือไปที่ ‘สวนดุสิตโพล’ ซึ่งทำการสำรวจระหว่าง 9-12 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9 ยังครองคะแนนนิยมอันดับ 1 อย่างท่วมท้น ด้วยสัดส่วนร้อยละ 60.08 ทิ้งห่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เบอร์ 10 จากพรรคประชาชนขาดลอย โดยได้ร้อยละ 13.17 ตามมาด้วย มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เบอร์ 14 ซึ่งอยู่ที่ 7.39%
ถัดจากท็อป 3 ได้แก่ อนุชา บูรพชัยศรี เบอร์ 5 จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 3.89 และ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13 ได้ไป 1.28% เป็นคนสุดท้ายเกาะท็อป 5
ส่วนอันดับถัดๆ มามีชื่อ หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1 อยู่ที่ 1.09% และ ‘อื่นๆ’ 1.03% โดยมีผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ 12.07%
แม้แน่ชัดว่าประเด็นโจมตีอดีตผู้ว่าฯชัชชาติอย่างรัวๆ ในหลากประเด็นร้อน ไม่เป็นผล หากดูตัวเลขจากผลโพลข้างต้น ก็ยิ่งฉายภาพชัดถึงการนอนมา (อีกแล้ว) ทว่า บรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครเบอร์อื่นๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้อยู่ในฐานะ ‘มวยรอง’ จนถึงหลายๆ หมายเลขที่มักถูกเรียกว่า ‘ไม้ประดับ’ ในสนามเลือกตั้ง
แน่นอนว่า ระดับ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 12 พรรคเศรษฐกิจ ไม่ยอมรับสายสะพายนี้ ถึงขนาดเอ่ยวาทะที่กลายเป็นไวรัลในทางที่ไม่ค่อยบวกนัก ว่า “ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ จะได้เป็นไม้ประดับให้ใคร” โดยในช่วงเวลาอีกเพียงราว 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันเข้าคูหา 28 มิถุนายน ‘บิ๊กหยม’ ซึ่งสกรีนเสื้อปรับโทนมาแนวอบอุ่น เข้าถึงง่าย สไตล์เครือญาติ ว่า ‘อาหยม’ ก็หนีบทีมงานลงพื้นที่แบบฉ่ำๆอ้อนชาวฝั่งธนฯ คุยชุมชนหลากหลายศาสนา-วัฒนธรรม วาร์ปฝั่งพระนคร ชูนโยบายต่างๆ อาทิ อัพเกรดตลาด ปราบยาเสพติดด้วยประสบการณ์ทั้งชีวิตของการเป็นตำรวจ รวมถึงยุทธศาสตร์ภาพกว้าง อย่าง ‘ค่าเหยียบกรุงเทพฯ’ เก็บชาวต่างชาติคนละ 100 หวังนำ 3 พันล้านมาพัฒนาเมือง โดยยกเคสยุโรป และบางประเทศในเอเชียเป็นตัวอย่าง
ด้าน คมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13 ผู้เปิดตัวชิงผู้ว่าฯเป็นคนแรกๆ ตั้งแต่ราว 1 ปีก่อน ชูความเป็น ‘นักประสานสิบทิศ’ เพราะผู้ว่าฯเป็นพ่อเมือง ไม่ได้มีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรีที่จะสั่งการได้ทุกหน่วยงานและ กทม.ไม่ใช่บริษัทที่มีผู้ว่าฯเป็น CEO จะดีดนิ้วให้ใครทำอะไรก็ได้ตามใจ
ย้ำชัด ไม่ได้มาเล่นๆ อยากให้พี่น้องชาว กทม.เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ พกความรู้ ความเข้าใจในโครงสร้าง และระบบของ กทม.มาเต็มเปี่ยม รวมไปถึงประสบการณ์ 21 ปี เคยลุยงาน กทม.ในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยเจ้าตัวระบุว่าได้รับฉายา ‘ส.ก. 24 ชม.’ เพราะเมื่อมีเหตุเภทภัย ตี 2 ตี 3 ก็รุดไปดูที่เกิดเหตุทุกครั้ง
เลือกตั้งรอบนี้ประกาศว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ กทม.คนไหนเกียร์ว่าง อ้างอิงระบบราชการเพื่อดึงงาน ตนรู้ช่องทางกฎหมายดีว่าจะจัดการ ‘เด็ดขาด’ อย่างไร ยืนยัน 4 ปี ถ้าได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ ไม่มีคำว่า ‘ทุจริต’ ในหน่วยงานแน่
ส่วน ‘หม่อมกร’ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1 แม้หล่นท็อป 5 ไปอยู่อันดับ 6 และไม่ได้เห็นภาพตามหน้าสื่อในการลงพื้นที่หาเสียงเท่าที่ผู้สมัครรายอื่นๆ แต่ไม่พลาดหลากเวที ‘ดีเบต’ เน้นพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตดี ปากท้องดี สุขภาพดี
โชว์วิสัยทัศน์ตั้งแต่วันเปิดตัวว่า ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ต้องลุกขึ้นมาเป็น ‘แม่ทัพ’ ไม่ใช่ ‘แม่บ้าน’ ปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้เป็นป้อมปราการที่ปกป้องชีวิตคน ยกระดับเป็นเมืองปลอดภัยระดับสากล เฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ นำระบบ AI มาใช้ค้นหาอาชญากร ป้องกันการล้วงข้อมูลจากคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ขณะเดียวกันต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล ในการเตือนภัยให้ถึงมือถือประชาชนทันที
สำหรับ ภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ เบอร์ 7 กลุ่ม ‘กรุงเทพบินได้’ ที่นำโดย พี่เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เน้นมองไกล ลุยหาเสียงตามโรงเรียนต่างๆ รุดคุยตั้งแต่ ม.ต้น ที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้ง จนถึง ม.ปลาย ชวนเยาวชนคิดก้าวหน้า ‘แพ้เสียงในหัว’ ชูนโยบาย 48 ข้อ โดยไม่สนว่าใครจะมอง ‘เพ้อฝัน’ เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะการทำคลองแสนแสบให้ดื่มได้ หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ ครึ่งปีแรกจะเริ่มทำเลย 2 กิโลเมตร/ปีที่สองทำต่อเนื่องอีก 10 กิโล/ปีที่ 3 และปีที่ 4 จะทำต่อเนื่องตลอดแนวคลอง ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการเรื่องคลองเปรมประชากร
แค่นั้นไม่พอ ยังชูนโยบายชื่อเดียวกับชื่อกลุ่มคือ ‘กรุงเทพบินได้’ มุ่งลดจราจรติดขัดบนท้องถนน ไปเพิ่มการจราจรบนฟ้า โดยการประสานสาธารณรัฐประชาชนจีน นำเข้ารถบินได้ ตั้งเป้าไว้ 100,000 คัน
นอกจากเหล่าผู้สมัครที่ชื่อคุ้นหู ยังมีอีกหลายหมายเลขในจำนวน 18 เบอร์ที่พยายามส่งเสียงถึงนโยบายของตนเช่นกัน อาทิ ดร.ประยูร ครองยศ เบอร์ 11 อดีตลูกหม้อกรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยลงชิงผู้ว่าฯเมื่อปี’65 มาแล้ว รอบนี้โชว์วิสัยทัศน์การบริหารงานบุคคล โดยย้ำว่า ผู้ว่าฯกทม.นอกจากจะเป็นคนเก่ง ขยัน อดทน มุ่งมั่น ทุ่มเทในการทำงานแล้ว ต้องบริหารงานโดยทำให้บุคลากรใน กทม.มีความสุข ตั้งใจทำงาน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ งานเสร็จ เสร็จเร็ว คุณภาพงานดี หากบุคลากรในกทม.ยังถูกกล่าวหา ติฉินนินทาทั้งด้านความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งถูกดำเนินการทางวินัย เช่น ไล่ออก ปลดออกเป็นจำนวนมาก ย่อมสะท้อนถึงผู้ว่าฯกทม. ว่าล้มเหลวในการบริหารงานบุคคลอย่างสิ้นเชิง
อีกหนึ่งเบอร์ที่มุ่งมั่น ยกให้ ประทีป วัชรโชคเกษม นักธุรกิจรุ่นใหญ่อดีต ส.ก.ปี 2528 และเคยชิงผู้ว่าฯกทม.มาก่อนเช่นกัน โดยรอบนี้จับลูกบอลได้เบอร์ 4 โชว์วิชั่น ‘สร้างชายหาด ทะเลบางขุนเทียน’ เนรมิตเขื่อนกั้นน้ำ ไม่ต้องย้ายเมืองหลวง โดยใช้เนเธอร์แลนด์โมเดล หนุนสร้างทรัพยากรบุคคลพัฒนาชาติและระบบเศรษฐกิจ รับสังคมสูงวัย โดยตั้งโรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนนานาชาติ 50 เขต จัดตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์ กทม. เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของนานานโยบายในสมรภูมิผู้ว่าฯ 2569 ที่แม้ลุ้นไม่สนุก ด้วยฉากทัศน์ที่เสมือนถูกสปอยล์ตอนจบไว้ล่วงหน้า ทว่า บรรยากาศหาเสียง ไม่ว่าจะมุ่งชิงชัย หรือหวังสิ่งอื่นใดในภายหน้าก็นับว่าไม่จืดชืด



