โค้งสุดท้าย แห่อัดโปร‘นโยบาย’ หลังหลากดราม่า(ที่รู้แล้วว่า)ไม่ได้ผล!

18.06.26 | 12:33 น.

เข้าสู่โค้งสุดท้ายอย่างฉับไวยิ่ง สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

หลังเสียเวลาไปไม่น้อยกับประเด็นดราม่ามากมาย ที่ช่างประจวบพอดีกับช่วงหาเสียง ทั้งที่ผ่านมาเกือบทุกหัวข้อวิวาทะล้วนเงียบกริบ เว้นแต่เครื่องออกกำลังกายกับโรงขยะอ่อนนุชที่ต้องยอมรับว่า พรรคประชาชนจัดเต็มต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้บริหาร กทม.ชุดเก่ายังไม่หมดวาระ

แต่ไม่ว่าอย่างไร ผลโพลรอบล่าสุดก็ยังชี้ชัดว่า เบอร์ 9 ยังยืนหนึ่ง ทว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ย้ำทีมงาน “อย่าไปสนโพลมาก” ให้ทำดีที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ เรียกได้ว่า ถึงขนาด “นับวัน” ว่ามีเวลาอีกเท่าไหร่ในการเน้นย้ำ “นโยบาย” หลังต้องคอยตอบคำถามสื่อ ต้องตั้งโต๊ะแถลง ต้องชี้แจงในการให้สัมภาษณ์ “ไมค์รวม” อยู่หลายวัน

ห้วงเวลา 1 เดือนเศษ ที่น้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งน้อยลงไป ถึงจะไม่กระทบความนิยมหากพิจารณาจากผลโพล แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าพึงใจ

ณ เวลานี้ จึงได้เห็น “ทีมชัชชาติ” อัดโปรจัดเต็ม เน้นย้ำนโยบายต่างๆ ซึ่งเมื่อครั้งเปิดตัว ระบุไว้ 250+ นโยบาย ขณะที่ล่าสุด ขยับเพิ่มมาอีก 10 เป็น 260+ หลังได้ไอเดียเพิ่มเติมขณะลงพื้นที่ แต่ก็ยังปล่อยมุขแซวตัวเองขณะหาเสียงย่านบางซื่อว่า “เหมือน (โดน) มวยปล้ำแทคทีมเลยนะ” เบอร์ 9 แชมป์เก่ายังรับว่า “กังวลมาก” เรื่องจำนวนคนไปใช้สิทธิ ทุกวันนี้ นอกจากย้ำเบอร์ 9 แล้ว ยังต้องย้ำว่าวันเลือกตั้งคืออาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน โดยทำตรายางปั๊มบนแผ่นพับนโยบายของตนเอง อีกทั้งป้ายหาเสียงรูปแบบต่างๆ ทั้งแอลอีดี ทั้งตู้กดกาแฟแบรนด์ดัง และอีกมากมาย ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่มีการเลือกตั้งข้ามเขต

Advertisement

ในขณะที่การลุยหาเสียง ก็ดูจะเป็นการคัดพื้นที่มาแล้วว่า วันไหนจะชูนโยบายใดให้สื่อนำไปขยายต่อ อาทิ เล็งรีโนเวตตึกรัฐให้คนกรุง หนุนนายจ้างร่วมจ่ายค่าเช่า เปิดแพลตฟอร์มแมตช์ห้องว่าง ภาพรวมนโยบายสาธารณสุข และ “ดุสิตโมเดล” ว่าด้วยต้นแบบการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา-การจ่ายยา ระหว่างโรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิก
อุ่นใจ ร้านขายยา อสส.ในพื้นที่ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มีโอกาสได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

สร้างงานผู้สูงอายุ ผลักดันนโยบายที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย-ใจ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะใหม่ และโอกาสในการประกอบอาชีพ ตั้งเป้าขยายโอกาส หวังจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง ผลักดันโครงการจ้างคัดแยกขยะ ย้ำ “ขยะคือทองคำ”

ขณะที่ อนุชา บูรพชัยศรี เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ ยังควง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เคยคอมเมนต์ประเด็น “ส่วย กทม.” ว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” ลงพื้นที่แบบรัวๆ ชูนโยบาย พร้อมชนทุกปัญหา ยกระดับสาธารณสุขชุมชน แก้ท่วมซ้ำซาก โดยประกาศแผนระยะยาวในการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้เร็วขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ เพราะการลอกท่ออย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรณีน้ำท่วมขังรอการระบายในชุมชน จะเร่งใช้มาตรการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pump) รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางระบายน้ำย่อยให้เชื่อมต่อกับท่อหลักอย่างสมบูรณ์

ส่วนด้านการคมนาคม กางนโยบายระบบขนส่ง “Feeder” เพื่อเชื่อมต่อชุมชนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า BTS และรถไฟใต้ดิน MRT อย่างครบวงจร ส่วนสาธารณสุขชุมชน จะยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้รองรับการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางมากขึ้น โดยประสานความร่วมมือกับคลินิกใกล้บ้านและโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เพื่อเพิ่มบุคลากรเฉพาะทาง พร้อมเดินหน้านโยบายดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มเติม และการจ้างงานผู้เกษียณอายุที่มีศักยภาพมาเป็นจิตอาสาช่วยเหลืองานของ กทม. โดยมีเบี้ยเลี้ยงตอบแทน เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ตัดภาพมาที่ “โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เบอร์ 10 จากพรรคประชาชน หลังจากปล่อยป้ายบิลบอร์ดปังๆ ในช่วงแรกของการเปิดตัว ชู “เมืองแคร์คน” และ “กรุงเทพง่ายๆ” ประกาศแก้ “โครงสร้าง” เพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้า แก้ปัญหาใบส่งตัว ใช้บัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน ลอกท่อ 100% ทุกปี สนับสนุน SMEs ซื้อของร้านค้ารายย่อย ได้ลุ้นรางวัล ฯลฯ ทว่า ตลอดสัปดาห์นี้แทบไม่เห็นข่าวการ “ลงพื้นที่” แม้ปรากฏตัวในหน้าสื่อบน “เวทีดีเบต” ต่อเนื่อง แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า ผลที่ออกมาไม่ได้เพิ่มคะแนนนิยม ซ้ำยังกลายเป็นไวรัลในหลายคำตอบ โดยเฉพาะประโยค “ถ้าฝนตกก็น่าจะท่วม ก็เมื่อวานที่มาเดิน Pride Month ก็เห็นท่วมอยู่ครับ”

ขณะที่เจ้าตัวยืนยัน ไม่กังวลถึงกระแสปลุกเลือกผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” แต่เลือก ส.ก.จากพรรคส้ม โดยสะกิดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กทม.ว่า หากอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นเมืองที่แคร์คน ต้องเลือกผู้ว่าฯจากพรรคประชาชน หากเอานโยบาย “ผู้ว่าฯประชาชน” ไปฝากไว้กับผู้ว่าฯท่านอื่นคงไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม ส่วนที่เบอร์ 9 เจอรุม โจ ชัยวัฒน์มองว่า ไม่ได้เห็นเช่นนั้น เพราะเป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงมาพูด “ไม่ใช่การรุม” แต่อย่างใด

สำหรับพรรคเศรษฐกิจ ในฐานะหนึ่งใน “ตัวเปิด” ที่นำไปสู่วิวาทะระบอบอากง วันนี้ “บิ๊กหยม” ที่ปรับลุคมาเป็น “อาหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ก็ลงชุมชน รัวนโยบายฉ่ำๆ ทั้งประกาศใช้ประสบการณ์ทั้งชีวิตของการเป็นตำรวจ ในการแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชน ปิ๊งไอเดียค่าเหยียบกรุงเทพฯ เก็บต่างชาติคนละ 100 หวังได้
3 พันล้านมาพัฒนาเมือง โดยยกเคสประเทศในยุโรปมาเป็นโมเดล อีกทั้ง ปลุก “ทวงคืน BTS ให้คนกรุง” หลังหมดสัมปทานปี 2572 เปิดทางแข่งเดินรถ ลดค่าตั๋ว เสนอแยก “เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน” ออกจาก “ผู้ให้บริการเดินรถ” เปิดประมูลแข่งขันเสรี ลดค่าโดยสาร และสร้างรายได้กลับคืนให้กรุงเทพมหานคร

ด้าน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หาเสียงถี่ยิบ เช้าจรดค่ำ แม้ถูกแซะ “อะไรๆ ก็เอไอ” จนออกมาโต้แซ่บตามสไตล์ แต่ก็ยังสาดหลากนโยบาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจฐานราก เล็งให้ขายสตรีทฟู้ด 7 วัน 24 ชั่วโมงไม่มีพัก และอีกมากมายที่โดนใจชาวกรุงส่วนหนึ่งจนผลโพลติดท็อป 3 ทั้งที่ตอนเปิดตัวใหม่ๆ ถูกมองเป็นเพียงสีสัน

นี่คือส่วนหนึ่งของบรรยากาศในโค้งสุดท้าย ที่นโยบายจากเหล่าผู้สมัครถูกฉายภาพอย่างเข้มข้น หลังดราม่าในช่วงก่อนหน้าซึ่งแม้จะฉกฉวยช่วงเวลาไปจากเนื้อหาหลัก ในการนำเสนอวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง แต่ไม่อาจดึงฐานเสียงไปจากแชมป์เก่า เบอร์ 9 ที่ยังแข็งแกร่งสุดในปฐพี