ชัชชาติ ชู ‘ดุสิตโมเดล’ ส่งตัวไร้รอยต่อ-นัดแล้วรอหมอไม่เกิน 1 ชม. แจงปมนโยบายคล้ายชัยวัฒน์ ‘ทำแล้ว ทำอยู่’
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่บริเวณด้านหน้าคลินิกปฐมภูมิเขตเมืองวชิรพยาบาล (U-PCU) เขตดุสิต นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ อาทิ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล นางสาวทวิดา กมลเวชช และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. รวมถึง นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯกทม. ร่วมลงพื้นที่หาเสียงในชุมชนซอยโซดาและชุมชนใกล้เคียง
โดยวันนี้นำเสนอนโยบายด้านสาธารณสุข พร้อมชู ‘ดุสิตโมเดล’ ต้นแบบการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาพยาบาลระหว่างหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนกรุงเทพฯ
นายชัชชาติกล่าวว่า เขตดุสิตเป็นอีกหนึ่งเขตที่สำคัญอย่างมากสำหรับหน้าที่ของ กทม. คือเรื่องการสาธารณสุขกับการศึกษา ซึ่งถือเป็นหัวใจในการลดความเหลื่อมล้ำ
“วันนี้จะเน้นเรื่องสาธารณสุขเป็นหลักก่อน คือสาธารณสุขปฐมภูมิ หรือขั้นต้น พวกคลินิกต่างๆ ในระบบ มีอยู่ 3 ระบบ คือบัตรทอง ราชการ แล้วก็ประกันสังคม

ประกันสังคมของราชการไม่เป็นไร เพราะว่ามีสิทธิพิเศษ แต่ประชาชนทั่วไปจะอยู่ในระบบบัตรทอง ซึ่งบัตรทองใน กทม.มีประมาณ 3.6 ล้านคน กทม.รับผิดชอบประมาณ 1 ล้าน แบ่งเป็น ผู้ใช้บริการในศูนย์บริการสาธารณสุขประมาณ 8 แสนคน และโรงพยาบาลประมาณ 2 แสนคน และมีคลินิกชุมชนอบอุ่น ประมาณ 2 ล้าน
ที่เหลือ 6 แสนคน จะเป็นส่วนที่โรงพยาบาลต่างๆ ที่รับผิดชอบร่วมกัน” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า กทม.เป็น 1 ล้านใน 3.6 ล้านคน ซึ่งปัญหาของ กทม.ที่เจอคือ เวลาคนไข้มาที่คลินิกชุมชนอบอุ่น หรือคลินิกปฐมภูมิ ซึ่งในบัตรทองจะกำหนดว่าจะต้องไปที่ไหน ถ้าหากป่วยหนักเกินที่คลินิกจะรับได้ ต้องมีการส่งตัวไปที่หน่วยโรงพยาบาลที่สูงขึ้นไป
“หลายครั้งที่ประชาชนเจอ คือไม่สามารถเอาใบส่งตัวได้ พอจ่ายใบส่งตัว คลินิกต้องตามไปจ่ายเงิน 800 บาทต่อหัว
ที่ผ่านมามีคลินิกหลายอันที่อาจจะไม่ยอมส่งตัวให้ แต่ถ้าเกิดชื่ออยู่ใน ระบบศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จะไม่มีปัญหาเลย เพราะดูแลเต็มที่ ถ้าไม่ไหวเราก็ส่งโรงพยาบาลในเครือข่าย” นายชัชชาติกล่าว และว่า ส่วนตัวมองว่าแนวทางในเบื้องต้นที่ผ่านมา คลินิกชุมชนอบอุ่น หลายอย่างที่ทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ยกเลิก เพราะว่ามีปัญหาเรื่องการบริการนั้น ทาง กทม.ต้องเตรียมขยายกำลังในการรองรับ ระบบปฐมภูมิ โดยจาก 1 ล้านคน เราจะขยายกำลังเราให้เป็น 1,300,000 คน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะรับทั้งหมด แต่ถ้าหากมีการยกเลิกหรือขยับขยายสิทธิ เช่น มีคนขอย้ายสิทธิเข้ามา ในกทม. เราจะมีกำลังที่สามารถรองรับให้ดีขึ้น เพราะเรามั่นใจในคุณภาพ และการให้บริการของคลินิกชุมชนอบอุ่น
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เรามีการจัดขยายโรงพยาบาลในสังกัด กทม.เพิ่มอีก 2,000 เตียง ตอนนี้มีโรงพยาบาลใหม่ขึ้นมาอีก 4 แห่ง และมีแนวโน้มจะสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม บริเวณเขตวังทองหลาง, บางกะปิ เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น

“การที่มีโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นเครือข่าย ยกตัวอย่าง ‘ดุสิตโมเดล’ เรามีโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งเป็นเครือข่าย เป็นเหมือนกับ ‘ยานแม่’ และ ‘ยานลูก’ อาจจะเป็นศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นคลินิกชุมชนอบอุ่น ทำให้สามารถให้บริการดูแลเชื่อมโยงข้อมูลได้ชัดเจน
จากศูนย์บริการสาธารณสุข เวลาจะมาโรงพยาบาล ไม่ต้องถือแฟ้มมา สามารถลิงก์ข้อมูลผ่านทางออนไลน์ได้เลย ประชาชนสะดวกขึ้น และเราจะพัฒนาเครือข่ายตรงนี้ให้เข้มแข็ง”
“ผมเชื่อว่าการให้บริการก็จะมีคุณภาพดีขึ้น ต่อไปคนที่มาโรงพยาบาล กทม. ถ้านัดล่วงหน้ามาจะรอหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความสะดวกมากขึ้น แต่ถ้าเกิดวอล์กอินต้องใช้เวลาเล็กน้อย
แต่ถ้านัดล่วงหน้ามา เราก็พยายามไม่ให้เกิน 1 ชั่วโมง และมีการพัฒนาพวกรูปแบบการให้บริการ มีการให้ความสะดวกมากขึ้น เช่น การใช้ Telemedicine (การแพทย์ทางไกล) คือให้ติดต่อกับหมอผ่านทางไกลได้ โดยตั้งตามศูนย์การค้าต่างๆ คนไปแวะก็สามารถเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลได้ ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาล” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เรามีการตรวจสุขภาพ โดยตั้งเป้าหมายไว้ 2 ล้านคน ตรวจสุขภาพแบบละเอียด มีทั้งตรวจ EKG ตรวจเบาหวานขึ้นตา ตรวจมะเร็งในช่องท้อง ในลำไส้ แบบละเอียด โดยที่ผ่านมาตรวจไปประมาณ 1 ล้านครั้ง
4 ปีข้างหน้าก็จะขยาย 2 ล้านครั้ง เนื่องจากหลายครั้งที่ประชาชนไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถมีกระบวนการป้องกันได้ รวมถึงการขยายคลินิกทำฟัน ให้ครบทุกศูนย์บริการสาธารณสุข โดยคาดการณ์ไว้ประมาณ 20,000 รายต่อปี
“เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และเป็นหัวใจในการลดความเหลื่อมล้ำของเมือง กทม.ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องทำงานอย่างหนักให้เข้ากับ สปสช.เพราะเขาเป็นตัวคุมภาพรวมทั้งหมด
เราเองคงไม่สามารถมีกำลังที่จะไปทำงานแทนสปสช. ได้ คงช่วยเขา สนับสนุนเขา ในส่วนที่เป็นหน้าที่ของเรา แล้วก็ขยายบริการเราให้มันมีคุณภาพมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ด้าน น.ส.ทวิดากล่าวเสริมว่า บริเวณที่ยืนอยู่จะมีหน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit : PCU) ของโรงพยาบาลวชิระ ตอนนี้โรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานครมีอีกที่หนึ่ง ที่คล้ายกันคือที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
“หลักการไม่มีอะไร คือโรงพยาบาลคล้ายๆ กับเอาโอพีดีของตัวเอง คนไข้นอกของตัวเองมาตั้งอยู่ห่างจากกายภาพ ทำหน้าที่เหมือนศูนย์บริการสาธารณสุขหรือคลินิก
ข้อดีของมันคือว่าตัวพีซียูสามารถรับบัตรทองได้ด้วย ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 20,000 กว่าราย ซึ่งพอดูแลแล้ว เขาจะสามารถส่งตรงเข้าไปในกรณีที่ต้องส่งต่อที่โรงพยาบาล คือเวลาเราพูดปัญหาเรื่องใบส่งตัว ต้องแยกกันระหว่างใบส่งตัวที่เป็นใบเอกสาร ซึ่งอันนี้ถ้าเป็นโรงบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ศูนย์บริการสาธารณสุขมันไม่ต้องใช้มาเป็นปีแล้ว
แต่ถ้าการส่งตัวยังต้องส่งตัวจากปฐมภูมิอยู่ การมีปฐมภูมิของโรงพยาบาลเองจะช่วยให้การตัดสินใจและมาตรฐานการส่งตัว ไม่ต้องโต้แย้งกันว่าส่งไม่ส่ง รักษาได้รักษาไม่ได้” น.ส.ทวิดาเผย

น.ส.ทวิดากล่าวต่อว่า ที่ รพ.วชิระ เป็นที่แรกที่ได้การรับรองคุณภาพของระบบเครือข่าย การส่งตัวในเรื่องของเบาหวาน คือใช้มาตรฐานเดียวกันหมดทั้งกับปฐมภูมิทุกชนิด รวมถึงของโรงพยาบาลเองที่ส่งไป ซึ่งดูแลคนไข้เบาหวานอยู่ประมาณ 11,000 คนในพื้นที่ 4 เขตที่ที่โรงพยาบาลวชิระดูแลอยู่ก็คือ ดุสิต พระนคร บางพลัด และบางซื่อ
“รวมเรื่องของการลงไปตามบ้านด้วย เป็นอันที่ชุมชน กับทางโรงพยาบาลทำได้ดีมาก คือลงสำรวจตามบ้าน คุยกับประชาชนว่าเงื่อนไขสุขภาพ บริบทการใช้ชีวิต การออกกำลังกายอะไรพวกนี้จะทำให้เรามีข้อมูล
เขาชอบใช้คำว่า Health Survey สำรวจสุขภาพ ของชุมชนแถวนี้ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก และทำให้ดูแลได้เยอะ อีกอันหนึ่งคืออาสาสมัครสาธารณสุขกับอาสาสมัครฉุกเฉินที่บริเวณของ ‘ดุสิตโมเดล’ เข้มแข็งมาก คือ เข้ามาอบรมกับเรา และช่วยดูแล สุขภาพของคนในพื้นที่ได้แบบแข็งแรงมาก” น.ส.ทวิดากล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เรื่องสาธารณสุขยังเป็นเรื่องสำคัญ แล้ว กทม.ต้องร่วมมือกับ สปสช. เพราะเป็นคนคุมเรื่องเงิน บัตรทองทั้งหมด
“ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง ‘การส่งตัว’ อย่างที่บอกมีหน่วยงานอื่นที่ทำเรื่องปฐมภูมิอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคลินิกชุมชนอบอุ่น 2 ล้านสิทธิ และโรงพยาบาลอื่นอีก 600,00 สิทธิ กทม.ประมาณ 1 ล้าน สิทธิ เพราะฉะนั้นต้องคุยกัน
ปัญหาเรื่องใบส่งตัวไม่ใช่ปัญหาจากตัว กทม. แต่เป็นปัญหาระบบของตัวบัตรทอง ซึ่ง สปสช.เป็นผู้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติ ต้องดูให้ละเอียดเพราะว่าเรื่องการส่งตัวมันจะมีเรื่องการตามไปจ่ายเงินด้วย
กทม.คงไม่สามารถตามไปจ่ายเงินแทนคลินิกอีก 2 ล้านแห่งได้ จะเกิดภาระเงินที่มหาศาล คงต้องคุยรายละเอียดกับ สปสช.ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งการจ่ายค่าจ่ายโรงบาลเป็นพอยท์ซิสเต็ม ซึ่งหลายโรงบาลก็มีปัญหาเรื่องว่าจ่ายไม่เต็ม มูลค่าที่ควรจะเป็น ก็เป็นปัญหาที่ต้องคุยแต่ว่าในเบื้องต้นต้องทำเรื่องขยายปฐมให้ได้ก่อนเลย แล้วก็ขยายการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงประเด็นที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชน เคยเอาเรื่องนี้ไปดีเบตบนเวที ซึ่งนโยบายมีความคล้ายกัน โดยนายชัยวัฒน์ถามว่าทำไมถึงไม่ทำในสมัยที่อาจารย์ดำรงตำแหน่ง
นายชัชชาติกล่าวว่า เราทำหมด เรื่องถ่ายข้อมูลเราทำแล้ว เรื่องขยายศูนย์สุขภาพเราขยายตลอด เคยเห็นศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างใหม่ มีการขยายการให้บริการ ศูนย์สุขภาพไม่ใช่จะสามารถทำเหมือนไปตั้งถนนได้ ต้องมีการเตรียมบุคลากร เตรียมกระบวนการต่างๆ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง

“ช่วงที่ผ่านมาเรารับคนจากคลินิกชุมชนอบอุ่นตลอด ผมว่าเป็นหลักแสนเลย เขามีการยกเลิกคลินิกอบอุ่น และให้บริการเพิ่ม มีการให้บริการมาตลอด
ผมคิดว่ามันเป็นนโยบายที่เห็นอยู่แล้ว สุดท้ายแล้วไปไหนไม่ได้ ก็ต้องมาที่ กทม. เขายกเลิกคลินิกอบอุ่น เพราะว่ามีปัญหาเรื่องการมาให้บริการต่างๆ เราก็จะต้องเป็นหลักในการรับ
เพราะฉะนั้น เราพยายามเบรกการให้บริการมาตลอด แต่ว่าในทางปฏิบัติ อย่างที่บอกไม่ได้ง่าย เพราะมีทั้งเรื่องการเรียนอัตราบุคลากร เตรียมสถานที่ ไม่ใช่ว่าเราว่ารับมาแล้วให้บริการไม่ได้” นายชัชชาติชี้
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ตนว่านโยบายคล้ายคลึงกัน แต่เรื่องปฏิบัติเราทำมาแล้ว แล้วก็จะทำต่อไป มีความเข้าใจ และมีแผนชัดเจนว่าจะขยายอย่างไร
“โรงพยาบาลไม่ใช่ว่าจะทำแล้วได้เลย ต้องใช้เวลา ตั้งแต่วางแผนบุคลากร และผมว่าเรื่องบุคลากรจะเป็นปัญหาใหญ่ของ กทม.ต่อไป เพราะว่า กทม.มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีลิมิตว่าห้ามใช้งบประมาณเกิน 40% กับงบบุคลากร
ถ้าเกิดเราขยายพวกเรื่องการแพทย์ เรื่องโรงพยาบาลต่างๆ มันก็จะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น แล้วอนาคตก็จะมีค่าจ่ายเรื่องบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมีราชการจำนวนมาก อนาคตเงินที่ดูแลข้าราชการบำนาญจะสูงกว่าเงินที่ดูแลข้าราชการปัจจุบันด้วย” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติย้ำว่า เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ มันมีการปรับโครงสร้าง ซึ่งเรื่องดำเนินการแล้วจะมีการปรับโครงสร้างอย่างไร เพื่อลดค่าใช้จ่ายของพนักงาน ไม่ได้มีการไล่คนออก แต่จะใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แล้วก็พยายามปรับ-เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น แล้วก็พยายาม ควบคุมค่าใช้จ่ายของบุคลากร
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีการละเลย? นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่มีเลย เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญเลย แต่อย่างที่บอก ปัญหาเรื่องใบส่งตัวไม่ใช่ปัญหาของ กทม.เป็นปัญหาของ สปสช. เพราะเขาบอกว่าคลินิกต้องตามไปจ่ายเงิน แต่ปัญหาคือคลินิกบางที่ไม่ได้ส่งตัวคนไข้ เพราะเขากลัวว่าต้องตามไปจ่ายเงิน
“ของ กทม.ไม่มีปัญหาเลยที่เรารับอยู่ เพราะเรารับ เราส่งต่อในเครือข่ายเรา ส่งต่อในสิทธิที่อยู่ในบัตรทอง เพราะฉะนั้น เราไม่มีปัญหาตรงนี้ แต่ปัญหาที่เขาขึ้นป้ายกัน บัตรทองกทม.หมายถึงว่า ตามหลักของ สปสช. คลินิกอบอุ่นมีอยู่ 2 ล้าน คลินิกบางที่เขาไม่ยอม เพราะฉะนั้นวิธีแก้คือต้องขยายผล แต่ถามว่าเราจะรับ 2 ล้านทั้งหมดมาดูแล ผมว่าเกินความสามารถ อันนี้จะลำบาก
ยากนะ ที่รับ 2 ล้านคน หรือจะไปจ่ายค่าส่งตัวให้เขาสองล้านคน ซึ่งผมว่าจะเป็นภาระมาก แต่ก็เอาเท่าที่เราทำได้ในเบื้องต้นก่อน แล้วหารือกับ สปสช.ต่อไป” นายชัชชาติกล่าว



