พงษ์ศักดิ์ ชูแคมเปญ ‘ครอบครัวกรุงเทพฯ – A.I. CAPITAL’ ยกระดับชีวิตคนกรุง ชิงผู้ว่าฯ กทม.
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ดร.พงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หรือ ดร.ซัน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 3 แบบอิสระ ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายและการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้ง ในฐานะผู้สมัครอิสระ พร้อมอาสาเข้ามาพัฒนาเมืองหลวงภายใต้แคมเปญหลัก “ครอบครัว กรุงเทพฯ และ A.I. CAPITAL” มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการเมือง เพื่อเปลี่ยนผ่านขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนให้มีความรวดเร็ว มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า แคมเปญเปลี่ยนกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ครอบครัวกรุงเทพ” มุ่งเน้นการใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและสร้างความโปร่งใส โดยมี 2 กลไกสำคัญคือ
- นโยบาย A.I. CAPITAL ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data เข้ามาจัดการระบบบริหารเมืองหลวง มุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังตรงจุด เช่น ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และการจัดการจราจร เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบการใช้งบประมาณของ กทม.
- นโยบาย Security Phone (เป้าหมายปลายทาง) การสื่อสาร 2 ทาง (Two-Way Communication): ประชาชนสามารถส่งเรื่องร้องเรียน ปัญหา หรือความต้องการผ่านสมาร์ทโฟนได้โดยตรง โดยระบบจะตรวจสอบให้สอดคล้องกับแผน ระเบียบ และงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาได้ทันที ระบบกระจายจุดแจ้งเหตุ โดยตั้งเป้ากระจายจุดเชื่อมต่อระบบ 100,000 จุดในเบื้องต้น เพื่อออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง
การแจ้งเตือนและป้องกันภัย ด้วยส่งข้อมูลเตือนภัยธรรมชาติ อาชญากรรม หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ เข้ามือถือประชาชนแบบเรียลไทม์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
“ผู้สมัครหลายคนที่นำเสนอนโยบายด้านเอไอมาพัฒนากทม. ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ การนำเอไอมาใช้ได้จริงหรือไม่ แค่ไหน ซึ่งนโยบายของผมที่จะเอไอมาแก้ปัญหาวิกฤตของคนเมืองหลวง คือการนำเอไอ และฐานข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาจัดการกับปัญหาเรื้อรัง ทั้งเรื่องของการจราจรติดขัดและการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมขังอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนานโยบาย “Security Phone” เป็นระบบประสานงานและแจ้งเหตุสองทางผ่านสมาร์ทโฟน ตั้งเป้าที่จะกระจายจุดเชื่อมต่อโครงข่ายมากกว่า 100,000 จุดทั่วพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัย ป้องกันปัญหาอาชญากรรม และแจ้งเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้าตลอด 24 ชั่วโมง จะช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐในการดูแลความปลอดภัยร่วมกันอย่างทั่วถึง” ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แบบอิสระครั้งนี้ ตามผลโพลสะท้อนว่าชาวกทม.พร้อมจะเลือกผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ จะมีจุดแข็งเรื่องใด เข้ามาบริหารกทม. ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งของการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ คือ ความคล่องตัวและความเป็นอิสระในการนำเสนอนโยบายต่อชาวกทม. โดยไม่ต้องมีข้อจำกัดของความเป็นพรรคการเมืองมาตีกรอบการทำงาน อีกทั้งในฐานะที่เคยทำงานในภาคราชการมาก่อน มั่นใจว่าจะสามารถทำงานกับ สมาชิกสภากรุงเทพ(ส.ก.) และข้าราชการกทม. ได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหา
โดยจะนำความรู้จากที่จบปริญญาเอกสาขาบริหารการศึกษา ปริญญาโทด้านกฎหมายเศรษฐกิจจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ และพื้นฐานด้านวิศวกรรมไฟฟ้ากำลังจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมทั้งนำประสบการณ์และ ความเชี่ยวชาญจากที่เคยดำรงตำแหน่ง วิศวกรนิวเคลียร์ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ปรึกษากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตลอดจนนำประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ทั้งในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและด้านการตรวจสอบความโปร่งใส มาเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเมืองหลวงที่ปลอดภัย มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากล และดูแลประชากรทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและผูกพันกันเสมือนเป็นครอบครัวกรุงเทพฯ

