เบอร์ 9 ชู ‘จุดผ่อนผันมินิ’ ตอบชัดปัญหาหาบเร่ เล็งเพิ่มตลาด ย้ำ ‘สตรีทฟู้ดจำเป็น’

18.06.26 | 18:41 น.

เบอร์ 9 ชู ‘จุดผ่อนผันมินิ’ ตอบชัดปัญหาหาบเร่ เล็งเพิ่มตลาด ย้ำ ‘สตรีทฟู้ดจำเป็น’

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สื่อมวลชน 6 สำนัก ได้แก่ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD ร่วมจัดเวทีดีเบต ‘Think Tank Bangkok #ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ’

โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ร่วมตอบคำถาม อนาคตกรุงเทพฯ เจาะลึกวิสัยทัศน์ทุกมิติ ทั้งปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารเมืองหลวง ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ หมายเลข 10 สังกัดพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด และ น.ส.กรุณา บัวคำศรี

ในตอนหนึ่ง เมื่อ นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร และแกนนำแรงงานนอกระบบ แลกเปลี่ยนว่า 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นการจัดระเบียบที่สวยงาม มีการปลูกต้นไม้ มีสวน แต่แลกมาด้วยชีวิตผู้ค้ากว่า 10,000 ราย อยากเห็นวิสัยทัศน์ของพ่อเมือง เพราะกว่า 40% เป็นพ่อค้าแม่ค้า รวมถึง 40% เป็นประชากรแฝง ที่มาทำมาค้าขาย เป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนเมือง ปัญหาหาบเร่แผงลอย นับจากนี้จะบาลานซ์อย่างไร ให้เมืองอยู่ได้ มีระเบียบ และคนไม่ด้อยโอกาส?

นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องใหญ่และคุยมาโดยตลอด คือเรื่องของความสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อยกับปากท้อง

“ผมยืนยันว่าหาบเร่แผงลอยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกรุงเทพฯ ทั้งในแง่ของผู้ขายและผู้ซื้อ เพราะเราต้องอาศัยอาหารที่ราคาไม่แพง อร่อย และคุณภาพดี ที่ผ่านมาเรามีการพยายามจัดระเบียบให้ถูกต้อง ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีแค่ 2 ส่วนในปัจจุบัน คือ 1.จุดผ่อนผันที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยพยายามนำเข้าระบบ มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ว่าถนน 3 เลนต้องมีที่เดิน 2 เมตร ถนนน้อยกว่า 3 เลน ต้องมีที่เดิน 1.5 เมตร

Advertisement

10 ร้านต้องมีที่ว่าง 3 เมตร ประชุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เราพยายามปรับตรงนี้ ให้ทุกคนอยู่ได้อย่างสบายใจมีค่าธรรมเนียมปีละ 500 บาท” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า 2.จุดที่ยังผิดกฎหมายอยู่ ระเบียบยังไม่แล้วเสร็จ ต้องพยายามนำเข้าระบบให้ได้มากที่สุด ต้องค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น หลักการที่ทำมาตลอด 4 ปีนำโดย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าฯ คือการดูว่ามีพ่อค้ากี่ราย พยายามหาที่ใหม่ทดแทน รวม 50-60 จุด ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ถนนใหญ่ แต่เข้าไปอยู่ในซอย อย่างเช่นที่ถนนคอนแวนต์ ที่เมื่อก่อนมีหาบเร่ทั้งสองฝั่ง ก็จัดระเบียบผ่อนผันให้เหลือฝั่งเดียวเพื่อให้นักเรียนสามารถเดินได้ หรืออย่างสีลม คนแน่น ก็ปรับบางส่วนให้ไปอยู่ศาลาแดงซอย 1 แต่ถนนเส้นหลักที่คนต้องเดิน ก็ขอให้ประชาชนมีสิทธิ

“ผมว่าอย่างแรกเลยคือ ‘ต้องหาที่’ มีระเบียบที่ชัดเจนให้เขาอยู่ได้ แต่ไม่เบียดบังสิทธิของคนเดินเท้า จากนั้นก็จะเริ่มทำพื้นที่ต่างๆ เช่น นานา แต่ก่อนมีหาบเร่อยู่ประมาณ 25 ราย เราก็ไปขอที่ให้เขาย้ายไปใต้ทางด่วน เป็น Food Center แต่ว่าปัญหาต่อมาคือ ปีต่อมาขึ้นราคาแพงทำให้พ่อค้าแม่ค้าบ่นนิดหน่อย ต้องหาพื้นที่พวกนี้ซึ่งมีอยู่เยอะแต่เป็นของหน่วยงานอื่น”

“ถ้าดูถนนรัชดาภิเษก เราเอาเข้าไปในที่ของ รฟม.เยอะขึ้น อาจจะต้องมีจ่ายค่าเช่าบ้าง แต่ราคาไม่แพง ต้องหาพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่สาธารณะ ให้เอกชน ฟู้ดคอร์ต เข้ามาช่วย” นายชัชชาติกล่าว

“อนาคตเราคงต้องมีรูปแบบอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น ‘ตลาดอัตลักษณ์’ ซึ่งปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ ถนนข้าวสารและถนนเยาวราช อาจขยายไปถึงสำเพ็ง โดยมีมาตรการชัดเจน” นายชัชชาติกล่าว

จากนั้น นายชัชชาติกล่าวถึง ‘ตลาดชุมชน’ ที่จะเพิ่มมากขึ้นเพราะไม่ได้เกะกะคนเดินเท้า รวมถึงอาจมีจุดผ่อนผันแบบมินิ เช่น ขยายจุดผ่อนผัน 4-5 ร้าน ที่ไม่เกะกะคนเช่นอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะขยายในลักษณะนี้ประมาณ 1,000 จุด ก็จะได้อีก 5,000 ราย แต่ต้องเลือกพื้นที่ เป็นมาตรการที่จะดำเนินการต่อไป

“หัวใจคือ ต้องทำให้มันถูกกฎหมาย อันไหนที่ยังอยู่นอกระบบและเป็นช่องทางที่อาจจะมีมาเฟียมารีดไถเงิน ต้องเอาเข้าระบบ มีมาตรการชัดเจนและให้ผู้ค้าดูแลกันเองด้วย เพราะถ้าดูแลเองไม่ได้ ทิ้งไขมัน ก็จะยกเลิก” นายชัชชาติกล่าว