ชัชชาติ ‘อยากมีอำนาจ’ ไม่อยากมี ตร.จราจร เป็นของตัวเอง – ยกเคส ‘จีน’ วิ่งเกินสปีด ใบสั่งส่งถึงบ้าน ด้าน ‘อนุชา’ จะโกย ‘วินมอ’ไซค์’ เข้าระบบ เร่งทำ ‘ตั๋วร่วม’
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เวลา 17.00 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สื่อมวลชน 6 สำนัก ได้แก่ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD ร่วมจัดเวทีดีเบต ‘Think Tank Bangkok #ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ’
โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร่วมตอบคำถาม อนาคตกรุงเทพฯ เจาะลึกวิสัยทัศน์ทุกมิติ ทั้งปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารเมืองหลวง ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 5 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ โจ หมายเลข 10 สังกัดพรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย นายกิตติ สิงหาปัด และ น.ส.กรุณา บัวคำศรี
ในตอนหนึ่ง เมื่อผู้สื่อข่าวจาก PPTV สอบถามว่า กทม.สามารถมีตำรวจเป็นของตัวเองได้หรือเปล่า ถ้ามีจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่?
นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับปัญหาจราจร ไม่อยากได้ตำรวจจราจรเลย อยากได้อำนาจในการควบคุม เพราะถ้าหากเราไปดูอย่างเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ไม่เคยเห็นตำรวจจราจรบนถนนเลย แต่ถ้าวิ่งบนถนนแล้วความเร็วเกินสปีด ใบสั่ง จะส่งมาทางออนไลน์เลย

“ผมว่า ‘ตำรวจจราจร’ ยิ่งน้อยยิ่งดี ใช้เทคโนโลยีในการควบคุม และให้อำนาจอยู่กับ กทม. มีใบสั่งส่งให้เลยเหมือนกับที่ต่างประเทศทำ ผมว่าการมีตำรวจจราจรไม่ได้หมายความว่า การจราจรจะดีขึ้น แต่การมีอำนาจและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยในการบังคับใช้ได้ดีกว่า” นายชัชชาติกล่าว
ในช่วงหนึ่ง นายอนุชา ตอบคำถาม เรื่องขนส่งสาธารณะ โดยมองว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ต้องทำคือฟีดเดอร์แน่นอน
“ฟีดเดอร์ตรงนี้ผมพูดตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวลงมาสมัครผู้ว่า กทม.ผมอยากที่จะเห็นรถเมล์ขนส่งมวลชน กรุงเทพฯของ ขสมก. อยู่ภายใต้การกำกับของ กทม.เพื่อที่เราจะกำหนดเส้นทางได้โดยตรง แทนที่จะให้ทางด้านกระทรวงคมนาคมเป็นคนดูแลอย่างเดียว ถามว่าทำไม เพราะว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ขสมก. อาจจะดูในภาคส่วนของการที่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน
แต่ ณ วันนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ในอนาคตเราก็พยายามที่ลจะให้มี ‘ตั๋วร่วม’ ให้เร็วที่สุด อันนี้ก็เตรียมตัวทางด้านกฎกระทรวง กระทรวงคมนาคมก็เร่งออกมา กทม.เองก็นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องรีบเลยว่าของเรามี BTS ก่อนหน้านี้เคยไปพูดคุยกับ BTS กับ รฟม. หลายส่วนเลย คุยกันไม่รู้เรื่อง จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ ตั๋วร่วม เพราะว่าตอนนั้นเคยเข้าไปขอความร่วมมือ และปรากฏว่าไม่ได้ความร่วมมือ เลยต้องใช้กฎหมายบังคับใช้แต่โชคดีผมไม่ได้เอาแค่ใบเดียว เลยบอกว่าลดค่าแรกเข้าด้วยได้ไหม นี่ก็จะลดค่าใช้จ่ายแล้วในเรื่องของค่าแรกเข้า” นายอนุชากล่าว
นายอนุชากล่าวต่อว่า เรื่องวินมอเตอร์ไซค์ วินมอเตอร์ไซค์สิ่งแรกที่ต้องทำเลยลงทะเบียนให้เสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เรามีคนที่อยู่นอกระบบ เช็คได้เลยทุกวิน มีการตรวจสอบเท่าไหร่ก็จะเกินครึ่ง ที่ไม่ได้ลงทะเบียน

“แต่ก็ถามพี่วินว่า ทำไมไม่ลงทะเบียน? เขาบอกว่า ‘ตอนนี้กรมการขนส่งดู คุณต้องไปสำนักงานเขต ต้องไปลงที่กทม.เพราะกระจายอำนาจไปแล้ว’ แล้วทำไมต้องสำนักงานเขต? เพราะยังไม่มีประกาศเดี๋ยวรอประกาศก่อน รอผู้ใหญ่สั่งมาก่อน เป็นอย่างนี้
“ต้องลงทะเบียนก่อน และเราเคยโฆษณากัน ผมย้อนกลับไปมีแอพพ์เรียกว่า SmartWIN ณ วันนี้แอพไปถึงไหนแล้ว ก็เป็นแค่หน้ากาก กดเข้าไปทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นต้องเอากลับเข้ามาเพื่อที่จะช่วย ไม่งั้นทะเลาะกันตาย เราเห็นภาพแกร็บทะเลาะกับวินมอเตอร์ไซค์ตลอด บ้านเมืองไม่สงบสักที และเราเปลี่ยนวินมอเตอร์ไซค์มาช่วยเป็นอาสาเฝ้าระวังให้เราด้วย เขาบอกว่าภาพพจน์ของวินมอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยดี พี่วินเขาก็บอกว่าช่วยเปลี่ยนภาพพจน์เขาหน่อย เขาพร้อมนะ เวลามีเหตุการณ์ฉุกเฉินเขาช่วยวิดน้ำ เขาช่วยส่งคน เขาช่วยตอนตึกถล่มขนส่งคน แต่ไม่มีใครพูดถึง เพราะฉะนั้นช่วยกันหน่อย” นายอนุชากล่าว



