วิโรจน์ เปิด 2 เมกะโปรเจกต์ ระบายน้ำ-งบโปร่งใส คืนความสุขคนกรุง ความตั้งใจไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 65

19.06.26 | 10:47 น.

วิโรจน์ เปิด 2 เมกะโปรเจกต์ ระบายน้ำ-งบโปร่งใส เปลี่ยนชีวิตคนกรุง ความตั้งใจไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 65

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.พรรคประชาชน และ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีเลือกตั้งกทม.ว่า ความตั้งใจที่ยังคงอยู่ จากการลงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในปี 2565 และกำลังใจที่ส่งให้ #โจเบอร์10 ในการเลือกตั้งในปี 2569

นับตั้งแต่ช่วงที่ผมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสและรับรู้ได้อย่างชัดเจนคือ ‘ปัญหาน้ำท่วมขัง’ เป็นปัญหาโครงสร้างขนาดใหญ่ที่กัดกินและกระทบกับชีวิตคนกรุงเทพฯ ทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน เป็นผู้อยู่อาศัย พ่อค้าแม่ขาย พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว

ผมเชื่อมั่นเสมอว่า หากกรุงเทพมหานครกล้าที่จะลงทุนใหญ่ ในการปรับปรุงระบบระบายน้ำทั้งเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ถนนที่แห้งสนิท แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิต คืนเวลาในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าในทุกระดับ และที่สำคัญที่สุดคือ การคืนความสุขให้กับทุกกิจกรรมของคนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะออกไปเรียน ไปทำงาน หรือใช้ชีวิตในเมืองแห่งนี้ครับ

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครระบายน้ำผ่าน 4 เส้นทางหลัก ได้แก่

กรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นกลาง อาศัยสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา 97 สถานี กำลังสูบรวม 1,238 ลบ.ม.ต่อวินาที และระบบอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 5 สายหลัก กำลังระบายรวมประมาณ 255 ลบ.ม.ต่อวินาที ได้แก่ อุโมงค์ระบบผันน้ำเปรมประชากร 30 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์บึงมักกะสัน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์คลองแสนแสบ–คลองลาดพร้าว 60 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์ใต้คลองบางซื่อ 60 ลบ.ม.ต่อวินาที และอุโมงค์บึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 60 ลบ.ม.ต่อวินาที

Advertisement

ปีกตะวันออก ระบายน้ำออกสู่ชายทะเลสมุทรปราการและคลองชายทะเล ผ่านระบบคลองฝั่งตะวันออก เช่น คลองแสนแสบตอนปลาย คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต โดยมีกำลังระบายน้ำรวมกันประมาณ 300–400 ลบ.ม.ต่อวินาที

ปีกตะวันตก ฝั่งธนบุรี ระบายน้ำลงระบบคลองและแก้มลิงสนามชัย ใช้การปล่อยให้น้ำไหลลงใต้ผ่านคลองสนามชัยและคลองมหาชัย ไปพักที่แก้มลิง ก่อนสูบออกทะเล มีขีดความสามารถรวมประมาณ 400–500 ลบ.ม.ต่อวินาที

ตอนเหนือ คลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองหกวาสายล่าง ทำหน้าที่สกัดน้ำเหนือที่หลากมาจากพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี แล้วเบี่ยงน้ำออกไปทางฝั่งตะวันออก ลงแม่น้ำบางปะกงที่ จ.ฉะเชิงเทรา และฝั่งตะวันตกเบี่ยงไปลงแม่น้ำท่าจีนที่ จ.นครปฐม โดยมีขีดความสามารถในการเบี่ยงน้ำประมาณ 200–300 ลบ.ม.ต่อวินาที

สิ่งที่ กทม. ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการวางกำหนดการขุดลอกคูคลอง การลอกท่อระบายน้ำ และการกำจัดวัชพืชเพื่อเปิดทางน้ำ เป็นสิ่งที่ผมต้องชื่นชมอย่างมาก เพราะมาตรการเหล่านี้จะทำให้ขีดความสามารถของระบบระบายน้ำของ กทม. สามารถผลักดันมวลน้ำออกจากพื้นที่ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น และคลองที่มีความลึกเพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาตรน้ำที่รองรับได้แล้ว ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง คลองที่มีความลึกมากเพียงพอยังสามารถทำหน้าที่กักเก็บและหน่วงน้ำได้ด้วย

แต่กรุงเทพฯ ซึ่งมีหลายพื้นที่ต่ำ และเผชิญความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและฝนตกหนักมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนปรับปรุงระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำให้มีขีดความสามารถมากกว่านี้ เช่น

การเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม เช่น อุโมงค์คลองพระยาราชมนตรี วงเงินประเมิน 6,130 ล้านบาท อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินงบประมาณ 9,561 ล้านบาท และอุโมงค์ส่วนต่อขยายคลองบางซื่อ วงเงินรวมประมาณ 1,350 ล้านบาท ฯลฯ เพื่อเพิ่มทางด่วนน้ำใต้ดินให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

การเร่งก่อสร้าง Pipe Jacking เพิ่มเติมให้ครอบคลุมถนนสายหลัก โดย Pipe Jacking เป็นเทคโนโลยีทางวิศวกรรมในการวางท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5–2.5 เมตรใต้ผิวถนน เพื่อดึงน้ำท่วมขังไปลงคลองโดยตรง โดยไม่ต้องเปิดหน้าดินขุดถนนยาว ๆ ช่วยขยายเครือข่ายระบายน้ำในถนนสายหลักโดยไม่กระทบกับการจราจรมากนัก แต่ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถนนสายหลักทั้งหมด โดยงบประมาณที่ต้องใช้เฉลี่ยต่อโครงการอยู่ที่ประมาณ 200–400 ล้านบาท ปัจจุบัน กทม. มีการอนุมัติโครงการ Pipe Jacking ใหม่เฉลี่ยเพียง 1–3 โครงการต่อปีเท่านั้น และในบางปีงบประมาณที่มีข้อจำกัดสูง อาจไม่มีการตั้งโครงการใหม่เลย แต่เป็นการตั้งงบผูกพันเพื่อสะสางโครงการเก่าที่ยังค้างคาให้เสร็จ

การเร่งก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมต่อให้แล้วเสร็จทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีแนวฟันหลอเกิดขึ้น พร้อมกับซ่อมแซมแนวเขื่อนที่มีปัญหารั่วซึมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ยังต้องเร่งจัดสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน หรือ Water Bank รวมถึงจัดหาพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิงเพิ่มเติม

การเร่งปรับปรุงระบบ SCADA หรือ Supervisory Control and Data Acquisition ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์กลางที่ใช้ตรวจติดตามสถานการณ์ฝน ระดับน้ำ และประสิทธิภาพของการระบายน้ำ รวมถึงควบคุมสั่งการระยะไกล โดยควรเร่งติดตั้งเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT เพิ่มเติมให้ครอบคลุมคลองสายหลัก ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ระดับน้ำคลอง ระดับน้ำถนน อุโมงค์ระบายน้ำ จุดน้ำท่วมซ้ำซาก ทางลอด แยกถนนสำคัญ และพื้นที่แอ่งต่ำ พร้อมเชื่อมข้อมูลจากเรดาร์ฝนและกล้อง CCTV เข้าด้วยกัน เพื่อให้การบริหารการระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด

การเร่งรัดโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ผมเข้าใจดีครับว่าจำเป็นต้องใช้วงเงินงบประมาณมหาศาล สำนักการระบายน้ำของ กทม. ในแต่ละปีมีงบประมาณจำกัดอยู่เพียงประมาณ 7,500–8,500 ล้านบาทเท่านั้น หากหักงบที่ต้องนำไปจ่ายให้กับโครงการเดิมที่ผูกพันงบประมาณมาจากปีงบประมาณก่อนหน้า หักงบซ่อมบำรุง และหักเงินเดือนบุคลากรไปแล้ว ก็น่าจะเหลืองบลงทุนอยู่เพียงประมาณ 3,000–3,800 ล้านบาทเท่านั้น สำหรับงบระบายน้ำย่อยของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ก็น่าจะมีอยู่ราว 1,000–1,500 ล้านบาทต่อปีเท่านั้นเอง

เงินสะสมปลอดภาระหนี้ของ กทม. แต่เดิมเคยมีอยู่ในระดับสูงถึง 50,000 ล้านบาท แต่เมื่อต้องกันเงินและนำเงินไปชำระภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมถึงภาระผูกพันอื่น ๆ ทำให้เงินสะสมปลอดภาระที่ใช้ได้คล่องลดลงอย่างมาก จนอาจเหลืออยู่ในระดับประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาทเท่านั้น

ด้วยข้อติดขัดด้านงบประมาณที่เป็นอยู่ จึงทำให้ กทม. ต้องทยอยดำเนินโครงการระบบระบายน้ำไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถทำหลายโครงการในรูปแบบเมกะโปรเจกต์พร้อมกันได้

หาก กทม. ต้องการยกเครื่องและปรับปรุงระบบระบายน้ำครั้งใหญ่ให้เสร็จในระยะเวลาอันสั้น ทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือ กทม. ต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาการออกพันธบัตรกรุงเทพมหานคร สำหรับระดมทุนประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ต่อเนื่องกันเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

หากออกพันธบัตรระยะกลาง 5 ปี ดอกเบี้ยอาจอยู่ที่ประมาณ 2%–2.5% ซึ่งหากออกพันธบัตรปีละ 20,000 ล้านบาท กทม. จะมีภาระดอกเบี้ยของเงินกู้แต่ละชุดประมาณปีละ 400–500 ล้านบาท และเมื่อทยอยออกพันธบัตรต่อเนื่องหลายปี ภาระดอกเบี้ยก็จะทยอยเพิ่มขึ้นตามวงเงินรวมที่ออกไป แต่ก็ต้องมองควบคู่กับต้นทุนการก่อสร้างที่แพงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 3%–5% หากเราชะลอโครงการออกไป 2–3 ปี งบประมาณที่ต้องใช้จริงอาจเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้อยล้านบาท

นี่ยังไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจและค่าเสียโอกาสจากปัญหาน้ำท่วมขังนะครับ ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า การออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาลงทุนในระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครให้เสร็จเร็วขึ้น น่าจะเป็นการลงทุนสาธารณะที่คุ้มค่า

คำถามต่อมาคือ กทม. จะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ ผมคิดว่า กทม. สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างกรณีภาษีป้ายที่เก็บได้ปีละ 1,100–1,300 ล้านบาท หากจัดเก็บอย่างโปร่งใส ไม่ยอมให้มีการจ่ายใต้โต๊ะ ผมเชื่อว่าน่าจะเก็บได้มากถึงปีละ 1,600–2,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 500–700 ล้านบาท

หากแก้ไขข้อกฎหมายให้ กทม. สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าพักโรงแรมได้เหมือนกับ อบจ.เชียงใหม่ ที่สามารถจัดเก็บได้ในอัตรา 1% ของค่าห้องพัก หากคิดจากฐานห้องพักใน กทม. ที่มีอยู่ประมาณ 150,000 ห้อง อัตราเข้าพัก 70%–75% และราคาเฉลี่ย 2,500–3,000 บาทต่อคืน กทม. จะมีรายได้เพิ่มทันทีประมาณ 1,000–1,200 ล้านบาทต่อปี และหากสามารถผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ. โรงแรม เพื่อดึงให้โรงแรมบูทีคเข้าระบบให้ถูกต้อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ กทม. จะจัดเก็บรายได้จากค่าธรรมเนียมการเข้าพักโรงแรมได้ถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี

หากจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ครบถ้วนในทุกเขต ก็น่าจะจัดเก็บรายได้ในส่วนนี้ได้ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี

ที่สำคัญที่สุดคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งมีสัดส่วนสูงมากในรายได้ของ กทม. โดย กทม. ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลประมาณ 33,000–35,000 ล้านบาทต่อปี หาก กทม. มีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ การค้าการขายก็จะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลเก็บ VAT ได้แบบไหลลื่น เม็ดเงินก็จะถูกปันกลับมาให้ กทม. เพิ่มขึ้นในที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของสภา กทม. คือ การทำให้กระบวนการงบประมาณมีความโปร่งใส และต้องไม่มีการทุจริตกับ “งบแปรญัตติ” โดยในแต่ละปีผู้ว่า กทม. จะเสนอโครงร่างงบประมาณประจำปีเข้าสภา กทม. จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณ ซึ่งในขั้นตอนนี้ มีข้อกังวลมาโดยตลอดว่า มี ส.ก. บางกลุ่มใช้กระบวนการแปรญัตติในทางมิชอบ โดยไม่ได้มีเจตนาสุจริต มีการปรับลดงบประมาณของโครงการต่าง ๆ ของ กทม. โดยตั้งเป้าเอาไว้เป็นวงเงินปีละ 5,000–6,000 ล้านบาท แล้วนำงบประมาณที่ถูกปรับลดไปต่อรองกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้จัดสรรงบประมาณบางส่วนประมาณครึ่งหนึ่งกลับไปเป็นโครงการที่ ส.ก. กลุ่มนั้นต้องการ ซึ่งอาจคิดเป็นวงเงินประมาณ 2,500–3,000 ล้านบาทต่อปี

จากนั้น ส.ก. กลุ่มดังกล่าวจะเป็นผู้จิ้มเลือกว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปลงที่โครงการไหน ซึ่งส่วนใหญ่โครงการแปรญัตติเหล่านี้มักถูกซอยย่อยเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ เช่น ถังขยะ ถังดับเพลิง ของเล่น และอุปกรณ์การเรียนของเด็ก ๆ ในโรงเรียนสังกัด กทม. หรืองานก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมลานกีฬา การซ่อมแซมผิวถนน เป็นต้น

เมื่อ ส.ก. เคาะโครงการในใจได้แล้ว ก็จะส่งโครงการเหล่านี้ไปให้ข้าราชการที่เป็นพรรคพวกของตนเขียนโครงการ และทำเรื่องขออนุมัติงบตามขั้นตอนราชการ ข้าราชการบางคนอาจตกอยู่ในภาวะจำยอม จำใจต้องทำงานสกปรกให้กับ ส.ก. กลุ่มนี้ เพราะ ส.ก. มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ และตรวจงบประมาณของเขตต่าง ๆ หากไม่ยอมทำตาม ในปีงบประมาณถัดไป โครงการสำคัญของเขตก็อาจถูกขัดขวางหรือตัดงบอย่างไม่สมเหตุสมผล รวมทั้งอาจถูกกลั่นแกล้งสารพัด

เมื่อโครงการถูกซอยย่อยให้มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท ในทางปฏิบัติจะสามารถใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านระบบประมูล e-Bidding ที่มีการแข่งขันสูง จากนั้นอาจมีการให้พ่อค้าหรือผู้รับเหมาเข้ามาเขียน TOR ล็อกสเปก ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการแปรญัตติมักมีความเสี่ยงที่จะเป็นการจัดซื้อสินค้าด้อยคุณภาพในราคาสูงเกินจริง

เมื่อมีการตรวจรับงาน และจ่ายเงินให้กับบริษัทเรียบร้อย เงินส่วนต่างที่ถูกบวกกำไรไว้เกินจริง ก็จะถูก “ทอน” กลับคืนไปให้ ส.ก. และข้าราชการทุจริตที่เป็นเจ้าของโควตางบแปรญัตตินั้น ๆ

ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่อยากทำให้กระบวนการพิจารณางบประมาณของ กทม. มีความโปร่งใส รายละเอียดข้อมูลงบประมาณถูกจัดทำให้อยู่ในรูปแบบ Machine Readable และเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ มีการเปิดให้บุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านงบประมาณเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณางบประมาณประจำปี และในกรณีที่มีการปรับลด หรือตัดงบประมาณ ก็ให้ฝ่ายบริหารพิจารณาเอารายการโครงการที่ถูกตัดไปก่อนหน้าที่จะนำเสนอเข้าสู่สภา กทม. มาพิจารณาทบทวนอีกครั้ง โดยห้ามไม่ให้มีการทึกทักเสนอโครงการใหม่ ๆ แบบปัจจุบันทันด่วนเข้ามา หรือหากพิจารณาแล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณ ก็ให้ส่งคืนเป็นเงินสะสมของ กทม. และหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายงบประมาณ ก็ให้ผู้ว่า กทม. เสนอเป็น “งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม” เข้ามายังสภา กทม. อีกครั้งหนึ่งในช่วงกลางปีงบประมาณก็ได้ ทำทุกอย่างให้ตรงไปตรงมา

2 เรื่องนี้ล่ะครับ ทั้งเมกะโปรเจกต์ระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร และการทำให้การพิจารณางบประมาณของ กทม. มีความโปร่งใส ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันผ่านงบแปรญัตติ เป็น 2 เรื่องที่ผมยังคงตั้งใจอยากจะทำให้เกิดขึ้นใน กทม. ของพวกเรา และมันคงจะดีมากๆ ถ้าโจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร #โจเบอร์10 ได้เป็น ผู้ว่า กทม. และได้ทำใน 2 เรื่องนี้ตัดหน้าผมไปเลย เพราะผม และชาว กทม. จะได้เห็น 2 สิ่งนี้ กับตาได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง พี่มีทั้งผู้อยู่อาศัย และผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเป็นเมืองหน้าด่านของผู้ที่มาเยือนประเทศไทย กรุงเทพมหานคร จึงควรจะมีการบรอหารจัดการที่เป็นระบบ และมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งระบบการศึกษา ก ระบบสาธารณสุข การป้องกันโรค การหาเตียง และการส่งต่อผู้ป่วย และการเข้าถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟู การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมเศรษฐกิจเมือง การจัดการส่งิ่งแวดล้อม ผังเมืองที่คำนึงถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม ฯลฯ หากจะคุยกันในเรื่องโจทย์ของ กทม. และรายละเอียดนโยบายต่างๆ ยังมีเรื่องราวให้พูดคุยกันได้อีกเยอะครับ ถ้าท่านใดสะดวก ผมอยากจะเชิญชวนให้มาร่วมงาน “เมืองแคร์คน” Policy Fest ในวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย.2569 เวลา 13.00-17.00 น. ณ อาคารอนาคตใหม่ เลขที่ 167 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240