เท้ง ปราศรัยฝั่งธนฯ ช่วย ดร.โจ ชูผู้นำเมืองที่มาพร้อมทีม ส.ก. ขออย่ามองตรวจสอบ ชัชชาติ เป็นโจมตี

19.06.26 | 21:58 น.

เท้ง ปราศรัยฝั่งธนฯ ช่วย ดร.โจ ชูผู้นำเมืองที่มาพร้อมทีม ส.ก. ขออย่ามองตรวจสอบ ชัชชาติ เป็นโจมตี

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หาเสียง ฝั่งธนบุรี ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัคร ส.ก.ในปีนี้ เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงมากขึ้น เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง เชื่อว่าสิ่งที่คนกรุงเทพต้องการมากที่สุดในขณะนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่พ่อเมืองที่มาแก้ปัญหาหน้าบ้าน แต่คนกรุงเทพต้องการ คือ ผู้นำเมืองที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

โดยตนเชื่อมั่นว่านายชัยวัฒน์ และกลุ่มส.ก.ของเราจะสามารถทำได้ ต้องมีปัญหาหลายอย่างที่อาจจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่รับรู้ผ่านทางความรู้สึกในทุกวัน เช่น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น การรักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และการทุจริตในงบประมาณ ถึงแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่รู้สึกได้ขณะนี้ โดยในช่วงที่ตนลงพื้นที่ตลาด กลุ่มพ่อค้าแม่ขายได้ร้องเรียนว่ามีการจ่ายส่วย

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนก็เข้าใจว่าต้องมีการจัดระเบียบให้ผู้ค้าเข้าไปที่ตลาด แต่เมื่อเจอค่าเช่าที่แพงก็ต้องยอมจ่ายส่วย ซึ่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็ออกมายอมรับเองว่า ยังมีปัญหานี้อยู่ ไม่เพียงโดนเทศกิจรีดไถแล้ว ยังเจอปัญหากลุ่มผู้ค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาแย่งอาชีพ ตนเชื่อว่าการที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป การมีผู้ว่าฯ อย่างเดียวอาจจะไม่พอ เราจําเป็นต้องได้ตัวแทนที่เป็น ส.ก.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดแข็งหนึ่งของพรรคประชาชน เราเข้ามาทํางานการเมือง โดยมีเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคประชาชน

Advertisement

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนมั่นใจว่าจะได้ ส.ก. ทั้ง 50 เขตเลยหรือไม่ หลังการเลือกตั้งใหญ่ได้ สส.ทุกเขตในกทม. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอขอบคุณชาวกรุงเทพมหานครที่ไว้วางใจได้ สส.มากขึ้น โดยปี 2569 ได้ยก สส.จังหวัด ซึ่งการเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งนี้ก็อยากให้ได้เป็นแบบดียวกัน การเลือกตั้ง ส.ก.ปี 2565 เราได้ 10 เขตปี 2569 อยากได้ 50 เขต ยิ่งได้มากยิ่งดี เราจะได้พลังของ ส.ก.ที่จะสร้างการเปลี่ยนเแปลงได้มาก มีนโยบายหลายอย่างที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยน เช่น การสัมปทานภาครัฐ ตนขอบอกโดยตรงว่าสัมปทานที่มีอยู่อาจจะไม่มีความเป็นธรรมให้กับคนกรุงเทพ เช่น สัมปทานรถไฟฟ้า สัมปทานโรงกำจัดขยะ การแก้ปัญหาจะต้องใช้อำนาจทั้ง ส.ส. และ ส.ก.ทำงานร่วมกัน

เมื่อถามถึง ผลสำรวจของนิด้าโพลซึ่งพบว่า คะแนนความนิยมของนายชัยวัฒน์ ร่วงไปอยู่อันดับ 3 โดย น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล คะแนนขึ้นเป็นอันดับ 2 นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องผลโพลล์มีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ ตนพร้อมน้อมรับเสียงสะท้อน โดยยกตัวอย่างการเลือกตั้งในปี 2562 สส.เขตบางแค ผลให้คะแนนตนอยู่อันดับที่ 3 แต่ชนะมาได้ ดังนั้น คะแนนผลโพลเป็นสิ่งที่ให้ประกอบการตัดสินใจ แต่สิ่งที่จะนำมาซึ่งถึงชัยชนะคือการสื่อสารกับประชาชนว่าเรามีวาระเปลี่ยนเมืองอย่างไร การจัดเวทีปราศรัย การลงไปเจอประชาชนให้ตื่นตัวมากที่สุดให้รู้ว่า 9 วันสุดท้าย ไปการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน กาเพื่อเปลี่ยนเมืองได้ ต้องได้ผู้นำที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เราไม่ได้ต้องการทีมเข้าเมืองที่มาแก้ปัญหาหน้าบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาที่กดทับชาวกรุงเทพที่รู้สึกได้ การทุจริตคอร์รัปชั่น การรับสินบน ปัญหาเหล่านี้จะอาศัยแต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งพรรคประชาชนมีจุดแข็งตรงนี้ ทางด้าน สส. และ ส.ก. ถ้าคนกรุงเทพอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ข้างในสนามเลือกตั้งใหญ่และสนามเลือกตั้งย่อย ขอโอกาสให้กับพวกเราตามเพื่อการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

เมื่อถามว่า จะสื่อสารอย่างไรกับผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครเลย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนกรุงเทพจริงๆ มีความสําคัญในการตัดสิน การเมืองระดับประเทศ เช่น การเลือกตั้ง สส. แต่ในสนามท้องถิ่นเองเราเองก็ไม่ประมาท ซึ่งตนก็เชื่อว่าการตัดสินใจนั้นไม่เหมือนกัน ตนอยากจะเน้นย้ํากับประชาชนพื้นที่กรุงเทพมหานครว่าการตัดสินใจในการเลือกวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาหน้าบ้านโดยตรง แต่การตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าอย่างแน่นอน เพราะสนามการเลือกตั้งของกรุงเทพฯ ใช้งบประมาณถึง 4 แสนล้านบาท เป็นเขตปกครองพิเศษขนาดท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากให้โอกาสพรรคประชาชนมาพิสูจน์ในการบริหาร เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง ถ้าหากพรรคประชาชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสนามกรุงเทพได้ จะทําให้การเลือกตั้งใหญ่ในครั้งหน้า จะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพมหานครได้แน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนมั่นใจว่าจะสามารถปักธงได้ก้าวหน้ามากกว่าปี 2565 แน่นอนแต่ตนจะไม่ไปดูถูกเสียงของพี่น้องประชาชน ผลจะออกมาแบบไหน ตนก็พร้อมน้อมรับ แต่ในวันนี้ก่อนถึงวันเลือกตั้ง อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนออกไปเลือกตั้งด้วยความหวัง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการตัดสินอนาคตของชาวกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงนั้น จะมีการเปิดตัวนโยบาย คลิปสื่อสารและรายการสัมภาษณ์ หลักการที่พบประชาชนส่งทั้งทีมผู้ สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและส.ก. เมื่อทำงานกับ สส. จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

เมื่อถามว่า การหาเสียงในขณะนี้ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนําเรื่องทุจริตมาใช้หาเสียงในการ ลดความน่าเชื่อถือของนายชัชชาตินั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตลอดที่ผ่านมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ตลอด การวิพากษ์วิจารณ์ตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาไม่อยากให้มองเป็นการโจมตีกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนเองหรือตนเอง ถ้าหากมีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ตามข้อเท็จจริงก็พร้อมที่จะน้อมรับ ไม่อยากให้มองว่าการตรวจสอบ ข้อมูลที่เกิดความโปร่งใสนั้นเป็นการโจมตี เพราะประโยชน์จะเกิดสูงสุดกับประชาชน โดยนักการเมืองต้องถูกตรวจสอบและต้องอธิบายข้อเท็จจริงได้