ชัชชาติ รับเรื่อง แอมเนสตี้ฯ ปกป้องพื้นที่สาธารณะ-ย้ำจัดระเบียบหาบเร่ ไม่ซ้ำเติมคนจน

20.06.26 | 16:39 น.

ชัชชาติรับเรื่องแอมเนสตี้ฯ ปกป้องพื้นที่สาธารณะ-ย้ำจัดระเบียบหาบเร่ ไม่ซ้ำเติมคนจน

ชัชชาติ รับเรื่องแอมเนสตี้ฯ – เตรียมผุด แพลตฟอร์ม ร้องเรียน ’บูลลี่ -ละเมิดนักเรียน‘ – เพิ่ม ‘ร.ร.เด็กพิเศษ‘ ให้ครบทุกเขต – ย้ำ หาบเร่ ไม่ซ้ำเติมคนจน เล็งเพิ่มจุดผ่อนผัน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดงาน ‘วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’ ภายใต้แนวคิด ’กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากภาคประชาสังคม นักกิจกรรม ผู้ที่อยู่ในวงการสิทธิมนุษยชน และว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมตั้งคำถามว่า กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร

บรรยากาศภายในงาน นอกจากเสวนาหลักทั้ง 3 เวที ยังมีกิจกรรมอัดแน่นตลอดทั้งวัน อาทิ Bangkok Youth Forum เวทีเสียงของเยาวชน พร้อมพื้นที่แลกเปลี่ยนประเด็นและข้อเสนอจากเยาวชนถึงผู้ว่าฯ กทม. , Human Rights Playducation Zone ชวนเล่น 6 บอร์ดเกมสิทธิมนุษยชน เพื่อเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนบูธ จากภาคประชาสังคม อาทิ Amnesty Shop Thailand, iLaw, มูลนิธิทำทาง, เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย, มูลนิธิเพื่อการพัฒนามแรงงานและอาชีพ, เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม และ นักเรียนเลว ที่จะมาร่วมเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงได้มีความหมาย

โดยเวลา 13.30 – 15.00 น. มีเวที “กรุงเทพฯ เมืองที่ทิ้งสิทธิมนุษยชน (ศึกษา) ไว้ข้างหลัง” ถกปัญหาสิทธิ เสรีภาพ และความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา ผ่านมุมมองจากคนทำงานจริง โดย นายชนะศึก สมเชื้อเวียง นักกิจกรรมเยาวชน กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ, นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน, นายวรุตม์ นิมิตยนต์ ผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ และ น.ส.กนกวรรณ ขวัญดี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 9 พร้อมด้วย นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ แสนดี บุตรชาย ร่วมด้วย นางทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ตลอดจนทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ เดินเท้าเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ พร้อมพูดคุยทักทายประชาชนด้วยความเป็นกันเอง ซึ่ง นางทวิดา มีกำหนดการร่วมเวทีในช่วง 18.00 น.

นายชัชชาติกล่าวว่า เด็กทุกคนต้องมีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้ง 437 แห่ง จึงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ และส่งเสริมให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข โดยเสนอให้มีระบบหรือแพลตฟอร์ม สำหรับการแจ้งเหตุและรายงานการละเมิดสิทธิ ทั้งในกรณีระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง หรือระหว่างครูกับนักเรียน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อีกทั้งยังเสนอให้พัฒนาบริการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และยกระดับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนที่เคารพความหลากหลาย มีอัตลักษณ์ของตนเอง และเป็นต้นทางของความเท่าเทียม โดยเน้นย้ำว่าการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนในระยะยาว

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณี ‘เด็กพิเศษ’ ด้วยว่า กทม.มีนโยบายขยายโรงเรียนและการดูแลเด็กพิเศษให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่ถูกกีดกัน รวมถึงลดภาระของครอบครัว และทำให้โรงเรียนของ กทม. เป็นโรงเรียนของทุกคนอย่างแท้จริง

นายชัชชาติกล่าวถึงวิสัยทัศน์ Bangkok for Rights, Bangkok for All ด้วยว่า เมืองต้องถูกออกแบบให้ น่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่บางคนดังนั้น นโยบายด้านผู้สูงอายุจึงต้องดูแลครบทั้งมิติสุขภาพ จิตใจ และการดำรงชีวิต ผ่านสวัสดิการ การฝึกอาชีพ การจัดหางาน และกิจกรรมทางสังคม รวมถึงการโอบกอดกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ เด็ก หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่ ตัวแทนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้สะท้อนปัญหาว่า กฎระเบียบของกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนมากส่งผลให้ช่องทางทำมาหากินของผู้ค้าลดลง

ด้าน นายชัชชาติ รับฟังข้อเสนอ พร้อมย้ำว่า การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต้อง ‘ไม่ซ้ำเติมคนจน’ แต่ต้องช่วยให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการจัดหาพื้นที่ผ่อนผันและการบริหารจัดการที่เป็นธรรม

ในช่วงท้าย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ยื่น 5 ข้อเรียกร้องวาระสิทธิมนุษยชน (Human Rights Agenda) ต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายเมือง ดังนี้

1. คุ้มครองพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย
2. อำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมโดยสงบ
3. รับฟังเสียงประชาชนก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
4. ทำให้บริการของกรุงเทพมหานครเข้าถึงได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ
5. พัฒนาเมืองและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม

แอมเนสตี้ฯ ย้ำด้วยว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านนโยบาย

ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. จะเข้าสู่เวที “กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: จากภาคประชาสังคมถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.” กับข้อเสนอเร่งด่วนด้านสิทธิมนุษยชนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม ก่อนส่งคำถามตรงถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. โดย นางอัจฉรา สรวารี มูลนิธิอิสรชน, น.ส.จารุณี ศิริพันธุ์ มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (มูฟดิ), น.ส.ชนฐิตา ไกรศรีกุล มูลนิธิทำทาง, นายธีรัตน์ พณิชอุดมพัชร์ เครือข่าย We Fair, นางเนืองนิช ชิดนอก เครือข่ายสลัม 4 ภาคและ นายจิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร

ต่อด้วยเวลา 18.00 – 20.30 น. เวทีหลัก “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พบกับผู้สมัครและทีมผู้บริหาร กทม. ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามด้านสิทธิมนุษยชน โดย น.ส.ทวิดา กมลเวชช ทีมชัชชาติ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครพรรคประชาชน, นายจุฬาบุตร ค้าทันเจริญ แคนดิเดตรองผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ และ นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ ดำเนินรายการโดย นายสุผจญ กลิ่นสุวรรณ