ชัชชาติ ปิ๊งไอเดีย ‘ไม่เผา มีรายได้’ ตั้งศูนย์ดูแลเกษตรกร เน้นแก้ PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

21.06.26 | 17:46 น.
ชัชชาติ

ชัชชาติ ปิ๊งไอเดีย ‘ไม่เผา มีรายได้’ ตั้งศูนย์ดูแลเกษตรกร เน้นแก้ PM 2.5 ที่ต้นเหตุ

 

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียง เขตสะพานสูง-คลองสามวา-หนองจอก-มีนบุรี

โดยเมื่อลงพื้นที่ ศูนย์ข้าวชาวนาก้าวไกล เขตหนองจอก นายชัชชาติ เสนอนโยบายยกระดับแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยการลดการเผาภาคเกษตรกร ซึ่งข้อมูลของ “โครงการนักสืบฝุ่น” ชี้ให้เห็นว่า การเผาชีวมวลคือหนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ใน กทม.

นายชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม. ไม่เคยนิ่งนอนใจและได้พยายามควบคุมการเผาในกรุงเทพฯ จนสามารถลดจุดความร้อนลงได้ถึงร้อยละ 44 และยังเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรในจังหวัดต้นลมอย่างนครนายก รวมทั้งสร้างแรงจูงใจเกษตรกรให้ปรับพฤติกรรม เช่น การให้ยืมรถอัดฟางฟรี ตลอดจนการศึกษาวิจัยพันธุ์พืช ทำให้ที่ผ่านมา ไม่มีการเผาเกิดขึ้น จนเรียกได้เป็นศูนย์

​”แนวทางแก้ปัญหาต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลผลิตปลอดการเผา ผ่านแผนสนับสนุนเกษตรกรรอบด้าน ตั้งแต่การให้ยืมรถแทรกเตอร์และเครื่องอัดฟาง การแจกจ่ายและส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว โดยได้รับการสนับสนุนหัวเชื้อฟรีจากกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีอย่างจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมาช่วยกำจัดตอซัง ขณะเดียวกัน ก็มีการเฝ้าระวังจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูล NASA Firm ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากพบจุดเผา สำนักงานเขตจะลงพื้นที่ระงับเหตุทันที

Advertisement

นอกจากนี้ ยังเน้นการลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักจุลินทรีย์จากฟางข้าว พร้อมผลักดันมาตรฐาน Bangkok G เพื่อสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ “แปลงนี้ไม่เผา” โดยจัดหาพื้นที่ Farmer Market ในสวนสาธารณะให้เกษตรกรนำผลผลิตมาวางจำหน่ายได้โดยตรง” นายชัชชาติ กล่าว

​ทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คือ การประกาศจัดตั้ง “ศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร” ซึ่งจะเข้ามาดูแลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การติดตามและแจ้งเตือนจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ การจัดระเบียบเวลาเผาสำหรับกรณีที่มีความจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อเมือง การประสานกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เพื่อระงับเหตุไฟไหม้ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการรวบรวมหลักฐานเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผา โดยศูนย์แห่งนี้จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรปลอดการเผา รวมถึงประสานงานรับซื้อฟางอัดก้อนเพื่อนำไปแปรรูป สร้างรายได้ชดเชยต้นทุนให้ชาวนา ตลอดจนมุ่งพัฒนาสู่วิถีเกษตรยั่งยืน

“ปีที่ผ่านมา เขตนี้ก็มีการมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินลดลง 50% เลย ก็เชื่อว่าวิธีการดูแล PM 2.5 ในส่วนของเกษตรกรเนี่ย ผมว่าเรามาถูกทางแล้ว” ชัชชาติกล่าว

ระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมชัชชาติ ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเขตหนองจอกเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการประกอบเกษตรกรรม ชัชชาติระบุว่า ปัญหาน้ำในพื้นที่มี 2 รูปแบบ คือ น้ำที่ต้องใช้ทำมาหากินในหน้าแล้ง และน้ำที่ต้องระบายออกในหน้าฝน ที่ผ่านมา กทม. ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการทำฝายชะลอน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ซึ่งได้ผลดี แต่ในฤดูฝนกลับพบปัญหาการระบายน้ำที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จนก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย

​อุปสรรคสำคัญในการบริหารจัดการประตูกั้นน้ำในพื้นที่คือ ปัญหาอุปกรณ์สูญหาย เช่น “ตัวรอก” ของฝายกั้นน้ำที่ไม่สามารถติดตั้งทิ้งไว้ได้เพราะมักจะถูกขโมย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอดเก็บไว้ที่อื่น ส่งผลให้การบริหารจัดการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเกิดความล่าช้า นอกจากนี้ เมื่อมีการกักน้ำไว้ น้ำมักจะเน่าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวบ้านในบางพื้นที่ที่น้ำประปายังเข้าไม่ถึง และต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการอุปโภคบริโภค

“ปัญหาหนึ่งที่เจอคือเรื่องฝายกั้นน้ำ ตัวรอก ไม่สามารถติดตั้งทิ้งไว้ได้เพราะมักสูญหาย เจ้าหน้าที่จึงต้องถอดเก็บไว้ ทำให้การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็สะท้อนว่าเมื่อกักน้ำไว้นาน น้ำจะเน่าเสีย โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่ระบบประปายังเข้าไม่ถึง ทำให้ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่” นายชัชชาติกล่าว

​ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด Bangkok and Beyond นโยบายของ “ทีมชัชชาติ” ระบุว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคการเกษตร แต่ยังครอบคลุมการจัดการฝุ่นที่ต้นตออื่นๆ เช่น การขยายผลมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone – LEZ) ให้ครอบคลุมไปถึงรถกระบะ 4 ล้อและรถดีเซลเก่า การจับมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตั้ง Warroom ติดตามการปล่อยมลพิษผ่านระบบ CEMs แบบเรียลไทม์ การจัดตั้งทีม “นักสืบฝุ่น” และการพัฒนา “Super Station” หรือสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่นเชิงลึกแบบเรียลไทม์ให้การพยากรณ์แม่นยำยิ่งขึ้น

“ส่วนเรื่องรถยนต์ที่เป็นสาเหตุหลักข้อหนึ่งของฝุ่น PM 2.5 เราต้องคุมเข้มไปถึงรถกระบะด้วย เพราะที่ผ่านมาเรื่อง Low Emission Zone หรือว่าเขตห้ามรถเข้า เราคุมเฉพาะรถ 6 ล้อ อนาคตจะขยายไปถึงรถกระบะ รถดีเซลที่ปล่อยควันพิษด้วย” นายชัชชาติกล่าว

​ทั้งนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ยังได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด โดยจะเดินหน้าแผนงานทันทีภายใน 60 วันหลังกฎหมายประกาศใช้ ควบคู่ไปกับการยื่นเสนอข้อบัญญัติอากาศสะอาดของกรุงเทพฯต่อสภา กทม. เพื่อดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือผู้ลักลอบเผา เพื่อคืนอากาศสะอาดให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม