อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยหาเสียงไม่หยุด บุกลาดกระบัง-คลองสามวา ชูนโยบายรถฟีดเดอร์ ขยายศูนย์ฝึกอาชีพ จี้ ตรวจโครงสร้างอาคารเก่าชั้นในกรุง หวั่นเกิดเหตุถล่มซ้ำ
เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กทม. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงที่ตลาดกลางนครร่มเกล้า ตลาดเกรียงไกร โดยมีน.สพ.อนันต์ ฤกษ์ดี ผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง หมายเลข 6 จากนั้นลงพื้นที่ชุมชนเคซี 1 กับนายมนูญ อินช่วย ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองสามวา หมายเลข 5 ก่อนจะไปลงพื้นที่ตลาด Sun Plaza เขตจตุจักร ช่วงเที่ยง

นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ ได้รับฟังปัญหาที่ชาวบ้านสะท้อนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาดในตลาด เรื่องการคมนาคม ซึ่งเรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ รถฟีดเดอร์ (Feeder) หรือรถเมล์เล็กมาวิ่งตามตรอกซอกซอย เพราะว่าหลายที่ในบริเวณนี้จะมีหมู่บ้าน มีการเคหะที่อยู่อาศัยกัน แต่ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มารับส่ง บางทีต้องรอเป็นชั่วโมง ก็เลยอยากให้เพิ่มความถี่นำไปสู่ระบบขนส่งหลัก
นายอนุชา กล่าวถึงนโยบายการสร้างรายได้ว่า เมื่อวานนี้(21 มิ.ย.)ได้ไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม.เห็นปัญหาเรื่องความแออัดของศูนย์ฯ มีคนเป็นร้อย แต่ปรากฏว่าอยู่ในห้องประมาณไม่เกิน 3 ห้องเล็กๆ แล้วก็ร้อนด้วย หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย บางคนยังต้องไปฝึกอาชีพกันอยู่บริเวณริมทางเดิน หลายคนบอกว่าอยากให้ขยาย อยากให้เพิ่มเติมหลายๆ จุดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าหลายคนเดินทางมาไกล ขณะที่ปัญหาอิทธิพลแรงงานต่างด้าว เดินตามแผงในตลาดก็ยังเห็นอยู่ มีหลายคนมากระซิบบอกว่าไม่อยากพูดดัง แสดงว่าเริ่มมีอิทธิพล ตรงนี้เรายอมไม่ได้ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ควรให้การสนับสนุน
นายอนุชา กล่าวถึงปัญหาระเบียงอาคารเก่าถล่มที่เขตสัมพันธวงศ์ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ว่า ตอนนี้หลายคนมองว่า ถ้าปัญหาไม่เกิด ก็ไม่เข้าไปดำเนินการแต่สิ่งที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์มองจากนี้ไป กทม. ต้องมีนโยบายทำงานเชิงรุก อะไรที่มองเห็นแล้วคิดว่าต้องเข้ามาตรวจสอบ อาจต้องดำเนินการก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่างเมื่อวันก่อนที่เห็นคืออาคารอายุกว่าร้อยปี แต่อาคารเหล่านั้นไม่ได้เป็นที่พักอาศัยแล้ว ส่วนใหญ่คนที่เคยอยู่บริเวณนั้นใช้เป็นหน้าร้านขายของ ถ้าเกิดสมมติว่าเป็นที่พักอาศัย อาจจะเกิดความเสี่ยงกว่านี้ได้
“ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชั้นในที่อาคารมีอายุการใช้งานค่อนข้างมาก เมื่อวานดูแล้วอาคารมีลักษณะคล้ายๆกัน ระยะหลังก็จะมีการเปลี่ยนในเรื่องของกฎระเบียบมากขึ้น ทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น แต่ของเก่าเราจะไปบอกให้เขารื้อทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคงต้องเข้าไปดูว่าจะไปเสริมอย่างไรให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ต้องให้แต่ละเขตไปพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบตรงนี้เพิ่มเติม” นายอนุชากล่าว






