‘พี่หน่อง’ ย้ำ เหลื่อมล้ำวัดจากเงินในกระเป๋า – เล็ง พัฒนาชุมชนมักกะสัน-คลองเตย เปลี่ยนสแตนดาร์ดการศึกษา เผย เห็นแก๊งน้องๆ เช็ดกระจกตั้งแต่วัยรุ่น ยันโต – ด้าน ‘หม่อมกร’ ชี้ ปชช.ถูกทำให้จน รถไฟฟ้า-ทางด่วน ควรจะหมดสัมปทานนานแล้ว
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดงาน ‘วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน’ กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากภาคประชาสังคม นักกิจกรรม ผู้ที่อยู่ในวงการสิทธิมนุษยชน และว่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมตั้งคำถามว่า กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร
บรรยากาศเวลา 18.00 น. เข้าสู่เวทีไฮไลต์ “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน: กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครอิสระ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครพรรคประชาชน, นายจุฬาบุตร ค้าทันเจริญ แคนดิเดตรองผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ, ฟ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ และ นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัครอิสระ ดำเนินรายการโดย นายสุผจญ กลิ่นสุวรรณ ทั้งนี้ น.ส.ทวิดา กมลเวชช ทีมชัชชาติ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมตามกำหนดการเดิม

ในตอนหนึ่ง นายภาสพงศ์ หรือ หน่อง จากกลุ่มกรุงเทพบินได้ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการที่ไม่ควรเวนคืน โดยไม่มีแผนรองรับ โดยส่วนตัวมีแผนพัฒนาชุมชน 2 จุด คือชุมชนมักกะสัน และชุมชนคลองเตย เพราะเป็นเหมือนคอนทราสต์ ทั้งฝั่งสลัมและออฟฟิศ มีศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ
“เราอยากพัฒนาชุมชนตรงมักกะสัน เพราะติดกับ รถไฟฟ้าเรลลิงค์ บางทีนักท่องเที่ยวมาลง แล้วเห็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ ทัศนียภาพไม่สวยงาม มีแผนพัฒนา แต่จะต้องไปคุยกับ รฟม. รฟท รวมถึงพัฒนาให้เป็นเหมือน Hostel ให้เขาได้ปล่อยเช่า แบบ Airbnb” นายภาสพงศ์กล่าว

นายภาสพงศ์ในช่วงหนึ่ง นายภาสพงศ์ยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำ โดยชี้ว่า ดูได้ง่ายๆ จาก ‘ค่าเงินในกระเป๋าที่ลดลง’ อันดับแรก จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
“ผมเคยทำงานแถวพระราม 4 เห็นแก๊งน้องๆ เช็ดกระจกตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนโต ก็ยังเช็ดกระจกอยู่ เมื่อพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเขาเรียน”
“จริงๆ แล้วรัฐบาลต้องดูแล แต่ในทางปฎิบัติมันไม่ได้เรียนฟรี รายจ่ายตรงนี้ครอบคลุมทั้ง ค่าเรียน เสื้อผ้า หนังสือ รวมๆ แล้ว 5 อย่าง แต่ในทางปฏิบัติพ่อแม่ก็ยังต้องจ่ายค่าเทอมอยู่ เราอยากเห็นน้องๆ เรียนฟรี ยกระดับการศึกษา เป็น EP. (English program) อย่างต่ำ
ความรู้ภาษาที่สอง จะเป็นใบเบิกทาง ลดความเหลื่อมล้ำได้ ถ้าหากน้องๆ ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม จะมีสแตนดาร์ดเดียวกัน ในการแข่งขัน” นายภาสพงศ์กล่าว

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 1 กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำ คือสิ่งที่ออกแบบมาตั้งแต่ต้น ต้องเข้าใจว่า เราเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน แต่ทำไมบางคนรวยล้นฟ้า นั่นก็เพราะ ‘กฎหมาย’ เป็นตัวกำหนดความเหลื่อมล้ำ
“ในมุมของผม กฎหมายได้ชี้แล้วว่า นายทุนนี้ต้องรวย ได้สัมปทาน อย่างรถไฟฟ้าที่ท่านเห็น ควรจะหมดสัมปทานไปแล้ว แต่ทุกวันนี้กลับต่อ แล้วแพงขึ้น นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจทำกับเรา เช่นเดียวกับ ‘ทางด่วน’ ที่ควรหมดสัมปทานไปนานแล้ว
เพราะประชาชนไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้มีอำนาจ ท่านถูกทำให้จน ด้อยโอกาส ดังนั้นถ้าจะแก้ ผมอยากเห็น ‘กรุงเทพฯ ใจดีกว่านี้’ ใจดีกับทุกคน ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่ อันดับที่ 116 ของโลก”




